Showing posts with label global warming. Show all posts
Showing posts with label global warming. Show all posts

Wednesday, August 20, 2008

พลังงานแสงอาทิตย์

พลังงานแสงอาทิตย์: พลังงานหมุนเวียนที่ไทยไม่ควรมองข้าม

ภาวะโลกร้อน และราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้′พลังงานแสงอาทิตย์′ ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) สะอาดได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ มีการใช้ที่แพร่หลายขึ้น แม้ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ยังคิดเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพลังงานในรูปแบบอื่น กระนั้น ก็เป็นเทคโนโลยีพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุดโดยมีอัตราการเติบโตของโลกเฉลี่ยร้อยละ 48 ต่อปีนับแต่ปี 2545 เป็นต้นมา

การติดตั้งแผงโซลาร์ของทั้งโลกในปี 2007 สูงถึง 2.8 กิกะวัตต์ และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์เป็นอุตสาหกรรมอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง

การพัฒนาของตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ของโลก
การเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ในช่วงที่ผ่านมามีข้อจำกัดจากอุปทานของวัตถุดิบ ปัจจุบันการผลิตถูกจำกัดโดยอุปทานของวัตถุดิบ (โพลีซิลิคอน) ซึ่งตั้งแต่ปี 2549 มีความขาดแคลน ส่งผลให้ราคาโพลีซิลิคอนซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ทำให้บริษัทผู้ผลิตบางส่วนหันไปหาการผลิตโซลาร์เซลล์แบบฟิลม์บาง (thin film) ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่มีการพึ่งพาโพลีซิลิคอนต่ำกว่าการผลิตแบบ crystalline

อย่างไรก็ตามเนื่องจากความต้องการซิลิคอนบริสุทธิ์ที่สูงจูงใจให้มีการลงทุนผลิตเพิ่ม ดังนั้นคาดว่าตั้งแต่ปี 2552 สถานการณ์ความขาดแคลนโพลีซิลิคอนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมจะมีแนวโน้มคลี่คลายลง ซึ่งหมายความว่าต้นทุนการผลิตและราคาของโซลาร์เซลล์มีแนวโน้มลดลงในอนาคต

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของตลาดเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์โลกมาจากนโยบายการส่งเสริมของรัฐ ตลาดหลักของพลังงานแสงอาทิตย์มีการกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศในยุโรป โดยตลาดที่ใหญ่ที่สุด(ส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 50) และเติบโตเร็วที่สุดอยู่ที่ประเทศเยอรมัน รองลงมาคือสเปน (ประมาณร้อยละ 20) ในขณะที่ตลาดนอกยุโรปที่มีความสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งในประเทศเหล่านี้มีนโยบายที่สนับสนุนและมีการให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทางเลือกที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาทิ การให้เครดิตภาษี การรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอัตราที่จูงใจ เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเติบโตของตลาดแผง/เซลล์แสงอาทิตย์เนื่องจากแม้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นพลังงานฟรีแต่ก็มีต้นทุนการติดตั้ง (ราคาของแผงโซลาร์) ที่สูง

ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย.. มุ่งผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก
อุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย.. เป็นการผลิตเพื่อมุ่งส่งออกเนื่องจากตลาดภายในประเทศมีขนาดและการเติบโตที่จำกัด แม้ว่าด้วยลักษณะสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์จากแสงแดด แต่ปัจจุบันยังมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อยู่เป็นจำนวนน้อย ในปี 2550 ไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์เพียง 32.3 เมกะวัตต์ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 10.5 หรือประมาณ 3.4 เมกะวัตต์เป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับระบบ (grid-connected) ในขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 80.6 หรือ 26 เมกะวัตต์เป็นการผลิตไฟฟ้าในบริเวณที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง

เนื่องจากตลาดในประเทศมีขนาดและการขยายตัวที่จำกัด การผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ในไทยส่วนใหญ่จึงเป็นการผลิตเพื่อส่งออก ในปี 2550 ไทยมีการส่งออกสินค้าในหมวดนี้เป็นมูลค่ารวม 213.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 1 ของการส่งออกของทั้งโลก โดยตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ กลุ่มประเทศยุโรป อาทิ เยอรมัน ฮังการี และสหรัฐฯ

ด้านการผลิต สถานการณ์การขาดแคลนโพลีซิลิคอนซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ทำให้ความสามารถในการจัดซื้อวัตถุดิบเป็นข้อจำกัดของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยผู้ผลิตต้องทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวซึ่งต้องมีเงินทุนในการชำระล่วงหน้าเพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตต่อไปได้

โอกาสและปัจจัยที่จะมีผลต่อการเติบโตของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ของไทย
แนวโน้มตลาดภายในประเทศ.. การเติบโตของตลาดภายในประเทศขึ้นอยู่กับนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐ ตลาดภายในประเทศไทยค่อนข้างจำกัด โดยไทยมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 1-3 เมกะวัตต์ต่อปี ประเทศไทยมียุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนของไทยช่วง 5 ปี (2551-2554) โดยได้มีการตั้งเป้าหมายในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็น 45 เมกะวัตต์จากเดิม 32.25 เมกะวัตต์

นอกจากนี้รัฐมีมาตรการสนับสนุนธุรกิจและส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์โดยมีการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบและการให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (ค่า adder) เป็นต้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ยังอยู่ในระดับที่สูง การเพิ่มแรงจูงใจจึงเป็นตัวกระตุ้นตลาดในประเทศที่สำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าตลาดที่มีศักยภาพของธุรกิจ คือ การติดตั้งแผงโซลาร์บนอาคารธุรกิจ/โรงงาน/รีสอร์ทและโรงแรม สำหรับตลาดอื่นๆ หากรัฐมีการสนับสนุนมากเพียงพอก็น่าจะทำให้มีการลงทุนสร้างโซลาร์ฟาร์มเพื่อขายไฟฟ้าเข้าระบบและการติดตั้งแผงโซลาร์ของครัวเรือนแพร่หลายมากขึ้น

ด้านการส่งออก.. อุปสงค์โลกมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีต่อเนื่องด้วยปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในต่างประเทศ การเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตแผง/โซลาร์เซลล์ขึ้นกับทิศทางของอุปสงค์ในต่างประเทศซึ่งขึ้นกับนโยบายการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเหล่านั้น ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของตลาดส่งออกไทยในอนาคต คือ การที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าหลักของไทย กลับมามีนโยบายสนับสนุนการติดตั้งแผงโซลาร์อีกครั้งหลังจากที่ได้หยุดไปในปี 2548

แม้ว่าในหลายๆ ประเทศในยุโรปและประเทศสหรัฐฯ นโยบายการสนับสนุนอาจมีแนวโน้มลดลงไปบ้าง แต่แนวโน้มการขยายตัวที่สูงในอนาคตของตลาดญี่ปุ่นและตลาดอื่นๆ ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในภาพรวมความต้องการแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ของตลาดโลกในช่วงปี 2551-2553 น่าจะขยายตัวได้ในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 45 ต่อปี
ความท้าทายของธุรกิจในอนาคต
ในระยะยาวอุตสาหกรรมในไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งแรงกดดันในเรื่องของราคา เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง จึงจูงใจให้บริษัทต่างๆ มีการลงทุนเพิ่มขึ้นมากและส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุปทานสินค้าในตลาดโลก นอกจากนี้ราคาโพลีซิลิคอนที่มีแนวโน้มลดลงหลังปี 2551 ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ก็เป็นอีกแรงกดดันต่อราคาของสินค้า ซึ่งอุตสาหกรรมในไทยหรือในประเทศอื่นๆ ที่เป็นการผลิตขนาดกลาง-เล็กอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้นเนื่องจากไม่มีการประหยัดต่อขนาด ซึ่งในท้ายที่สุดอาจนำมาซึ่งการควบรวมกันเพื่อลดต้นทุน

ขณะเดียวกันราคาของแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ที่ลดลงในอนาคตจะกระตุ้นให้ตลาดขยายตัวสูงและทำให้เกิดตลาดใหม่ๆ ขึ้นทั่วโลก ราคาของแผง/โซลาร์เซลล์รวมถึงอุปกรณ์เสริมมีแนวโน้มลดลงจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในอนาคตเมื่อต้นทุนของการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ลดลงจนถึงในระดับที่ใกล้เคียงกับการใช้พลังงานจากแหล่งอื่น เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในหลายๆ ตลาดโดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ จะทำให้การใช้แผงโซลาร์เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อการประยุกต์ใช้อื่นๆ เพิ่มขึ้นทวีคูณ ซึ่งแนวโน้มการลดลงของราคาแผง/โซลาร์เซลล์และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์น่าจะเห็นได้ชัดเจนหลังปี 2553
ช่วงจุดเปลี่ยนก่อนที่พลังงานแสงอาทิตย์จะมีการใช้อย่างแพร่หลายโดยทั่วไปนั้น อุตสาหกรรมจะต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง ซึ่งต้องการการปรับตัวของผู้ผลิตเองและความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากภาครัฐ ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีข้อเสนอแนะดังนี้

ภาคเอกชนควรมีการปรับโครงสร้างการผลิตให้มีการประหยัดต่อขนาด การเพิ่มมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง การหาผู้ร่วมทุนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดในเรื่องเงินทุนที่ต้องใช้เพื่อขยายการผลิตและการซื้อตุนวัตถุดิบ ด้านการลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกสามารถทำได้โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การขยายกำลังการผลิตในแง่ของปริมาณหรือการขยายการผลิตขึ้นไปในห่วงโซ่ที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสินค้า เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์ และการพัฒนารูปแบบของการใช้งาน ก็มีความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ความไม่แน่นอนของนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาทำให้ธุรกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร
ดังนั้นภาครัฐควรให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ ทั้งในด้านการผลิต เช่น การลดภาษี การจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่ม และด้านการตลาดโดยเฉพาะตลาดภายในประเทศซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและสามารถที่จะเป็นตัวรองรับอุตสาหกรรมได้ ภาครัฐสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทางด้านต้นทุนโดยการลดหรืองดเว้นการเก็บภาษี รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนเพิ่มและการกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุน

ในด้านการตลาด ภาครัฐควรมีปรับปรุงและเพิ่มมาตรการสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เช่น การเพิ่มอัตราและขยายระยะเวลาการรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงวิธีคำนวณค่า adder หรือการขยายการให้เงินกู้ต้นทุนต่ำเพื่อช่วยในการติดตั้งแผงโซลาร์ เป็นต้น

แง่หนึ่งแม้ว่าต้นทุนทางการเงินของการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในขณะนี้จะยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐจะต้องคำนึงถึงคือ ความมั่นคงทางด้านพลังงานซึ่งเกิดจากการกระจายการใช้พลังงานไปในแหล่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากพลังงานจากฟอสซิล ประโยชน์ของพลังงานทดแทนที่ไม่มีต้นทุนภายนอก (external cost) ที่เกิดจากมลพิษ ประโยชน์ที่จะได้รับอื่นๆ เช่น การขายคาร์บอนเครดิตในโครงการที่มีการใช้พลังงานทดแทน และการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ภายในประเทศซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและรายรับให้กับประเทศในอนาคต


กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การป้องกันภาวะโลกร้อน ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของราคาเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมาทำให้มีการตื่นตัวในการใช้และพัฒนาพลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งในส่วนของการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์นั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์โลกมีการขยายตัวสูงตามความต้องการของตลาดที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายส่งเสริมในหลายๆประเทศ เช่น การให้เครดิตภาษี (tax credit) ในสหรัฐฯ หรือการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ (feed-in tariffs) ในยุโรป เป็นต้น โดยตลาดการติดตั้งแผงโซลาร์รวมทั้งโลกในปี 2550 สูงถึง 2826 เมกกะวัตต์เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ร้อยละ 62


สถานการณ์การผลิตและตลาดโลกของโซลาร์เซลล์ในปัจจุบัน การผลิตถูกกำหนดโดยอุปทานของโพลีซิลิคอนซึ่งเป็นวัตถุดิบและเป็นต้นทุนที่สำคัญในการผลิตแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ ภาวะการขาดแคลนซึ่งเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ผู้ผลิตที่สามารถจัดซื้อหรือทำสัญญาระยะยาวได้มีความได้เปรียบโดยสามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ของสินค้าซึ่งมีอยู่ในตลาดโลกได้ สำหรับประเทศไทยในส่วนของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ความสามารถในจัดซื้อวัตถุดิบและการหาแหล่งเงินทุนเพื่อทำสัญญาระยะยาวเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมซึ่งเป็นข้อจำกัดในการรับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า


ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยเป็นการผลิตเพื่อมุ่งส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดของขนาดและการเติบโตของตลาดภายในประเทศ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าตลาดที่มีศักยภาพ คือ การติดตั้งโซลาร์บนอาคารธุรกิจ สำนักงาน/โรงงาน/รีสอร์ทและโรงแรม โดยแนวโน้มการเติบโตของตลาดภายในประเทศขึ้นอยู่กับนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐเป็นสำคัญ และหากภาครัฐให้การสนับสนุนมากเพียงพอ การใช้ในตลาดอื่นๆ อาทิ การลงทุนสร้างโซลาร์ฟาร์ม และการใช้งานของครัวเรือนภายในประเทศก็น่าจะมีแนวโน้มแพร่หลายมากขึ้น ด้านการส่งออกมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวที่สูงในอนาคตของญี่ปุ่นและประเทศในทวีปยุโรปบางประเทศ

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าความต้องการแผง/เซลล์แสงอาทิตย์ของตลาดโลกในช่วงปี 2551-2553 น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 45 ต่อปี
ความท้าทายของธุรกิจไทยในอนาคตอยู่ที่การแข่งขันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการเดิมและการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ประกอบกับราคาของแผง/โซลาร์ที่มีแนวโน้มปรับลดลงจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานวัตถุดิบและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งราคาที่ปรับลดลงในระดับที่ใกล้เคียงกับการใช้พลังงานจากแหล่งอื่นจะเป็นตัวกระตุ้นตลาดที่สำคัญที่ทำให้มีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างแพร่หลาย

ขณะเดียวกันการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและราคาของสินค้าที่มีแนวโน้มลดลงจะเป็นแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมในไทยซึ่งต้องมีการปรับตัวทางด้านการผลิตให้มีการประหยัดต่อขนาดเพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และมีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของสินค้าอย่างต่อเนื่อง แหล่งข้อมูล

Sunday, June 29, 2008

รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2551

รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2551 ระบุอีกว่า คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในโลกจะคุกคามสุขภาพของมนุษย์ โดยในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงถี่ขึ้น แต่ละครั้งส่งผลต่อชีวิตคนนับพันนับหมื่น ทั้งในเอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกา และยุโรป ซึ่งเหยื่อสำคัญของการเกิดคลื่นความร้อนแต่ละครั้งคือ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่กำลังเจ็บป่วย เพราะสภาพดังกล่าวทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและพลังงานไปมากกว่าปกติ นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เช่น การเผชิญหน้าภัยพิบัติบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส่งผลให้เกิดลมฟ้าอากาศผิดปกติและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มความรุนแรงมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะปรากฏการณ์น้ำท่วม ความแห้งแล้ง การเกิดคลื่นความร้อน พายุ และไฟป่า เป็นต้น

ทั้งนี้ 10 สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพปี 2551 ประกอบด้วยเรื่องหลัก อาทิ การแก้กฎหมายข่มขืนและกฎหมายใหม่คุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรง : อีกหนึ่งความคืบหน้าของงานยุติธรรมความรุนแรงต่อผู้หญิง, สี่ปีความรุนแรงของไฟใต้...ความถี่ไม่ลด ความโหดร้ายขยายตัว, ถึงเวลาต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาทำแท้งเถื่อนให้ได้ผล, ไข้เลือดออกระบาดหนักจากภาวะโลกร้อน, โอนสถานีอนามัยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คืนสุขภาพ...ให้ประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์...ปิดกั้นเสรีโลกออนไลน์ ?, อีกเพียง 3 ปี ขยะล้นเมืองไทย และ "เรตติ้งทีวี" ภารกิจของผู้ใหญ่เพื่อผู้ชมตัวน้อย เป็นต้น แหล่งข้อมูล

Thursday, April 17, 2008

วิกฤตภาวะโลกร้อน

108ไอเดีย
รวมพลังลดวิกฤตโลกร้อน
รวมความรู้ ปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน
พม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติขายให้ไทยแล้ว รวมมูลค่าสูงถึง 2,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 85,050 ล้านบาท หนังสือพิมพ์เมียนมาร์ ไทมส์ รายงาน(8 เม.ย.) อ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่าว่า ในปี 2550 พม่าส่งออกก๊าซธรรมชาติขายให้ไทยแล้ว รวมมูลค่าสูงถึง 2,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 85,050 ล้านบาท
ในปีดังกล่าว พม่า ซึ่งแม้จะโดนชาติตะวันตกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพราะประวัติด้านสิทธิมนุษยชนที่ย่ำแย่ มียอดการค้าโดยรวมทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8,700 ล้านดอลลาร์ (274,050 ล้านบาท) แบ่งเป็นการส่งออก 5,900 ล้านดอลลาร์ (185,850 ล้านบาท) การนำเข้า 2,800 ล้านดอลลาร์ (88,200 ล้านบาท) ส่งผลให้พม่ามีตัวเลขเกินดุลการค้าที่ 3,100 ล้านดอลลาร์ (97,650 ล้านบาท)
ยอดส่งออกที่แข็งแกร่งดังกล่าว ได้อานิสงส์จากการส่งออกก๊าซธรรมชาติให้ไทย ซึ่งสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 2,700 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 45% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
นายหม่อง หม่อง นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยและศึกษาเศรษฐกิจของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมสหภาพพม่า (ยูเอ็มเอฟซีซีไอ) กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้มูลค่าการค้าของพม่าเพิ่มขึ้น คือ การสนับสนุนจากภาคพลังงาน ได้แก่ การส่งออกก๊าซธรรมชาติให้ประเทศไทย โดยนับแต่ปี 2545 เป็นต้นมา พม่ามีการส่งออกก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังการเปิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติสายแรก เพื่อใช้ส่งก๊าซจากแท่นขุดเจาะในอ่าวเมาะตะมะไปยังไทย
ขณะที่พลจัตวาทิน เนียง ถิ่น รัฐมนตรีพาณิชย์ ระบุว่า การมีท่อส่งก๊าซดังกล่าว ทำให้พม่าได้เปรียบดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง
นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติแล้ว สินค้าส่งออกหลักของพม่าเมื่อปีที่แล้วยังรวมถึง สินค้าเกษตร คิดเป็นมูลค่า 572 ล้านดอลลาร์ (18,018 ล้านบาท) สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ 561 ล้านดอลลาร์ (17,671.5 ล้านดอลลาร์) และสินค้าประมง 366 ล้านดอลลาร์ (11,529 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม สินค้านำเข้าหลักยังคงเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง คิดเป็นมูลค่า 471 ล้านดอลลาร์ (14,836.5 ล้านบาท) ตามด้วยสิ่งทอ น้ำมันปาล์ม ชิ้นส่วนเครื่องจักร และรถยนต์
ก่อนหน้านี้ ผู้ให้กู้ยืมหลายรายของพม่า เช่น ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ได้ยกเลิกโครงการร่วมกับพม่าในปี 2531 หลังจากที่รัฐบาลทหารพม่าปราบปรามกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน
สหรัฐและอียูได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตร หลังจากที่พม่าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรงอีกครั้งในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว หลังจากราคาเชื้อเพลิงทะยานขึ้น 2 เท่า ซึ่งคาดกันว่าการปราบปรามครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ราย แหล่งข้อมูล

Monday, March 03, 2008

รณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดโลกร้อน ในวันเสาร์ที 29 มี.ค.นี้ เวลา 20.00-21.00 น.

รณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดภาวะโลกร้อน ในวันเสาร์ที 29 มี.ค.นี้ เวลา 20.00-21.00 น.
กทม.ร่วมกับ WWF และเครือข่ายพันธมิตรร่วมกันรณรงค์ลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยในปีนี้ กทม. และเมืองใหญ่ อีก 23 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ซิดนีย์ เพิทธ์ เมลเบินน์ แคนเบอร่า บริสเบน อดาเลด โคเปนเฮเก้น อาฮุส อาเบิก โอเดนส์ มะนิลา ซูวา ชิคาโก เทลอาวีฟ โตรอนโต ไครส์เซิซ แอลแลนต้า ซานฟรานซิสโก ฟีนิกซ์ ออตตาวา แวนคูเวอร์ มอนทรีออล และดับบลิน จะร่วมกันปิดไฟ ในวันเสาร์ที 29 มี.ค.นี้ เวลา 20.00-21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละเมือง ทั้งนี้ กทม.กำหนดจัดกิจกรรมที่บริเวณลานเอนกประสงค์ห้าง Central World ถ.ราชประสงค์ แหล่งข้อมูล
WWF for a living planet
Local to Global Environmental Conservation

Thursday, August 23, 2007

ภาวะโลกร้อน

ปฏิทินวิชาการ "โลกร้อน" ประจำปีพุทธศักราช 2551
ทำไมโลกร้อน ใครก็พูดถึงภาวะโลกร้อน หรือ Global Warming
ถ้าภาวะโลกร้อนเป็นการกระทำของมนุษย์ เราจะช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างไร เยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องช่วยกันรักษาโลกไว้
คณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)องค์การด้านวิทยาศาสตร์ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แจ่มชัดว่า ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส อ่านเพิ่มเติม
อ่านเช่นเนื้อหาใน Whyworldhot ภาวะโลกร้อนของจริงหรือไม่ อ่านเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก ความรู้เกี่ยวกับโอโซนและการป้องกัน

Saturday, May 05, 2007

Global Warming

global warming
Effects of Climate Change
ภาวะโลกร้อน
นักวิทยาศาสตร์กว่า 2,000 คน และผู้แทนจาก 120 ประเทศได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่าด้วยเรื่องโลกร้อน ที่กรุงบรัสเซลล์เป็นระยะตลอดปี 2550 เมื่อต้นเดือนเมษายน ที่ประชุมได้ออกรายงานมาสองฉบับ หลังจากที่ใช้เวลานานพอสมควรถกเถียงกันในปัญหาเรื่อง “คำ” ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกซึงเป็นผู้ร่างรายงานและผู้แทนอื่น เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาข้อมูลไว้มากมาย และต้องการใส่ทั้งหมดไว้ในรายงานเพื่อเน้นให้เห็นถึงภัยอันตรายในอนาคตจากภาวะโลกร้อนที่โลกจะเผชิญ แต่ผู้แทนอื่นเห็นว่า ถ้าใส่ทุกอย่างหมดตามที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการ คงต้องขยายแผนที่โลกให้ใหญ่ขึ้นจะได้ใส่ทุกอย่างลงไปได้ ที่ประชุมใช้เวลาอย่างมากเรียกว่าแทบจะดูกันทุกบันทัดใน “รายงานสรุปสำหรับผู้บริหาร” 21 หน้า เพื่อส่งไปให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ในที่สุดสองฝ่ายก็ประนีประนอมกันได้ในจุดหนึ่ง ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนยังไม่ค่อยพอใจ
ในรายงานฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นการสรุปถึงสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ส่วนรายงานฉบับเดือนเมษายน 2550 พูดถึงว่า แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปกับโลกที่ร้อนขึ้น แต่ทั้งสองรายงานมีประเด็นสำคัญอยู่ที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า “มีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่บรรยากาศของโลกร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และภูเขาน้ำแข็งกับหิมะละลายกว้างขวางมากขึ้น รายงานสรุปว่า ทั้งหมดเป็นฝีมือของมนุษย์ที่สร้างควันพิษสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน มีคลื่นความร้อนมากกว่าก่อน มีฝนตกหนักกว่าก่อน มีภัยแล้งเพิ่มขึ้นและขยายกว้างขวางในหลายพื้นที่ มีพายุไซโคลนมากขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น โลกร้อนขึ้นส่งผลกระทบต่อคนพัน ๆล้านคน
รายงานสรุปด้วยว่า ถ้าสภาวะเรือนกระจกเช่นนี้ยังดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน จะก่อให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไปในคริสตศตวรรษที่ 21 มากกว่าศตวรรษก่อน คาดกันว่าใน พ.ศ. 2553 บรรยากาศของโลกจะร้อนขึ้นอีก 1.8 ถึง 4 องศาเซลเชียส แม้เราจะช่วยกันทำให้สภาวะเรือนกระจกอยู่ในระดับเดิม แต่โลกจะยังร้อนต่อไปอีกหลายศตวรรษ (http://www.the-thainews.com/analized/inter/int010550_12.htm)
Links to articles
Greenhouse effect
Climate