Wednesday, July 22, 2009

สุริยุปราคา

สุริยุปราคา 2552
พ.ศ. 2552 มีอุปราคาเกิดขึ้นทั้งหมด 6 ครั้ง เป็นสุริยุปราคาสองครั้งและจันทรุปราคาสี่ครั้ง ประเทศไทยมีโอกาสเห็นจันทรุปราคากับสุริยุปราคาอย่างละสองครั้ง ครั้งสุดท้ายเกิดในคืนวันส่งท้ายปี 2552
สุริยุปราคาครั้งนี้เกิดในช่วงสายของวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย เส้นทางสุริยุปราคาเต็มดวงเริ่มต้นที่อินเดีย ผ่านประเทศจีน เกาะเล็ก ๆ ทางใต้ของญี่ปุ่น และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานกว่า 6 นาที ณ กึ่งกลางคราส (เปรียบเทียบกับสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทยเมื่อปี 2538 ที่นานประมาณ 2 นาที) นับว่ายาวนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21 เป็นสุริยุปราคาชุดซารอสเดียวกันกับสุริยุปราคาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2498 ซึ่งเห็นได้ในกรุงเทพฯ และสุริยุปราคาที่พาดผ่านเกาะฮาวายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2534
เงามืดของดวงจันทร์เริ่มแตะผิวโลกตรงบริเวณชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของประเทศอินเดียเมื่อเวลาประมาณ 7.53 น. ตามเวลาประเทศไทย จากนั้นเคลื่อนไปทางตะวันออกอย่างรวดเร็ว ผ่านพื้นที่บางส่วนของเนปาล บังกลาเทศ ภูฏาน และตอนเหนือสุดของพม่า เข้าสู่ประเทศจีน ผ่านเฉิงตูในมณฑลเสฉวน และเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้
แหล่งข้อมูล
ประมวลภาพสุริยุปราคาทั่วโลก

Sunday, July 19, 2009

โครงการพัฒนาห้องสมุดประชาชนมีชีวิต


เรื่องนวัตกรรมห้องสมุด: บรรณารักษ์ยุคใหม่สร้างได้ในชาตินี้ วิทยากร:รศ ดร น้ำทิพย์ วิภาวิน

ห้องสมุดประชาชนเหล่านี้มีชีวิต

Tuesday, July 14, 2009

"พันธบัตรไทยเข้มแข็ง"

วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:24:02 น. มติชนออนไลน์

"พันธบัตรไทยเข้มแข็ง"เกลี้ยงในพริบตา ผู้สูงอายุรอคิวแต่ไก่โห่ "มาร์ค"ถกครม.เพิ่มโควต้าขายคนทั่วไป

ขายหมดเร็วเกินคาดพันธบัตร"ไทยเข้มแข็ง" เกลี้ยง 3 หมื่นล้านบาท เพิ่มอีกเท่าตัวยังไม่พอ ผู้สูงอายุแห่จองแต่เช้ามืด สบน.แจงเหตุผิดพลาดทำคนต่อคิวเร็วอดซื้อ เพราะสาขาป้อนคำสั่งเข้าส่วนกลางช้าเลยไม่ได้ "อภิสิทธิ์"เล็งคุยครม.เพิ่มโควต้าขายคนทั่วไป

ผู้สูงอายุซื้อพันธบัตร3หมื่นล.เกลี้ยง
จากกรณีที่รัฐบาลกำหนดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง 5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ล็อต โดยล็อตแรกวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทขายให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป วันที่ 13-14 กรกฎาคม ล็อตที่ 2 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทเปิดขายให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปวันที่ 15-16 กรกฎาคม โดยทั้งสองล็อตจะกำหนดให้ซื้อขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท และไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนล็อตที่ 3 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เปิดให้ประชาชนทั่วไป วันที่ 17-21 กรกฎาคม โดยไม่กำหนดเพดานการซื้อ แต่ปรากฏว่าการเปิดขายวันแรก 1.5 หมื่นล้านบาทสำหรับผู้สูงอายุหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว จนต้องนำวงเงินในส่วนล็อตที่ 3 มาสมทบ 1.5 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็ขายหมดอย่างรวดเร็วเช่นกัน

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการเปิดจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งวันที่ 13 กรกฎาคมเป็นวันแรกว่า ได้รับความสนใจจากผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก กระทรวงการคลังจึงตัดสินใจเพิ่มวงเงินอีกเท่าตัวคือ 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น 3 หมื่นล้านบาท โดยโยกจากวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทที่เตรียมขายให้กับประชาชนทั่วไปในวันที่ 17-21 กรกฎาคมนี้ และพบว่าจำหน่ายได้หมดทั้ง 3 หมื่นล้านบาทเช่นกัน โดยมีผู้สูงอายุทั่วประเทศ 4 หมื่นรายได้ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งนี้ เฉลี่ยรายละ 6-7 แสนบาท อ่านรายละเอียด

Thursday, July 02, 2009

ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ

คมชัดลึก : ศธ.ทุ่มกว่าหมื่นล้าน อัดฉีดมหาวิทยาลัยชั้นนำ 7-10 แห่ง ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ เงื่อนไขต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ใน 500 อันดับแรกของ Time ระบุต้องผลิตงานวิจัยสนองพัฒนาชาติให้มากขึ้น
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงข่าวโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (National Research Universities) ว่ากระทรวงต้องการเร่งพัฒนามหาวิทยาลัยไทยให้มีศักยภาพการทำวิจัยเพิ่มขึ้น จึงขอใช้งบเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (2553-2555) ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท อัดฉีดให้มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีศักยภาพด้านวิจัย 7-10 แห่ง ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติที่มีขีดความสามารถระดับโลก (World-Class University) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
รมว.ศึกษาธิการกล่าวต่อว่า โครงการนี้จะสนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือก ไปดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของตัวเอง เพื่อเพิ่มสมรรถนะการผลิตผลงานวิจัยและผลิตบุคลากรด้านวิจัยที่ตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ตั้งเป้าไว้ว่า มหาวิทยาลัยที่เข้าโครงการต้องเบียดเข้าไปอยู่ใน 500 อันดับแรกของการจัดลำดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกโดย Times Higher Education-QS หรือหากมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ใน 500 อันดับแรกอยู่แล้ว ก็ต้องเลื่อนขั้นอยู่ในตำแหน่งดีขึ้น มหาวิทยาลัยต้องมีศูนย์วิจัยที่ได้รับการยอมรับอย่างน้อย 3 ด้าน

“โครงการนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้านการทำวิจัยของมหาวิทยาลัย ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับรับแผนพัฒนาประเทศเป็นศูนย์กลางการศึกษาของ อีดูเคชั่น ฮับ ของภูมิภาคนี้“ รมว.ศึกษาธิการกล่าว

นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า เปิดรับสมัครมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1-10 กรกฎาคม ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องติดอยู่ใน 500 อันดับแรกของ Times Higher Education-QS ประจำปี 2008 หรือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีผลงานวิจัยในฐานะข้อมูลระดับนานาชาติไม่ต่ำกว่า 500 เรื่องใน 5 ปีล่าสุด มีผลงานวิจัยระดับนานาชาติที่โดดเด่นอย่างน้อย 2 ใน 5 สาขาของ Times Higher Education-QS และต้องมีสัดส่วนอาจารย์จบปริญญาเอกมากกว่า 40% จะประกาศคัดเลือกเดือนสิงหาคมนี้

ด้าน ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกล่าสุดของ Times Higher Education-QS นั้น มีมหาวิทยาลัยติดอันดับ 7 แห่งจากทั้งหมด 165 แห่ง จุฬาฯ อันดับที่ 166 ม.มหิดล อันดับที่ 251 ม.เกษตรศาสตร์ อันดับที่ 400 ม.เชียงใหม่ ม.ธรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น และ ม.สงขลานครินทร์ อยู่ในอันดับ 400-500 แหล่งข้อมูล

อนามัยโลกยันไข้หวัด2009 ยังรักษาได้ด้วย"ทามิฟลู"

อนามัยโลกยันหวัด2009 ยังรักษาได้ด้วย"ทามิฟลู"
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายดิ๊ก ทอมป์สัน โฆษกประจำสำนักงานองค์การอนามัยโลก ยืนยันว่า ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังคงรักษาได้ด้วยยาทามิฟลู (โอเซลทามิเวียร์) ที่ผลิตโดยบริษัทโรช ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า มีผู้ป่วยชาวเดนมาร์กรายหนึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาดังกล่าวนี้ ก็ยังถือว่าเป็นกรณีดื้อยาที่เกิดขึ้นเพียงรายเดียว ยังไม่ส่งผลถึงกับทำให้ องค์การอนามัยโลกต้องเปลี่ยนแปลงคำแนะนำในการเยียวยาอาการของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่อย่างใด และไม่ได้แสดงให้เห็นว่าภาวะของโรคดังกล่าวในเวลานี้เลวร้ายลงกว่าเดิมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกยังคงเตือนให้ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังจับตาวิวัฒนาการของไวรัสเอช 1 เอ็น 1 ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกเวลา

สถาบันเซรุ่มแห่งรัฐของทางการเดนมาร์กแถลงก่อนหน้านี้ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้รับยาทามิฟลูเข้าไปและไม่ได้แสดงอาการตอบสนองต่อยาใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงคาดว่าผู้ป่วยรายนี้ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กลายพันธุ์เป็นดื้อยาทามิฟลูไปเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายดังกล่าวยังคงตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาพ่นทางจมูก รีเลนซ่า (ซานามิเวียร์) และหายเป็นปกติดีแล้วในขณะนี้

อนึ่ง โรชประกาศในเวลาต่อมาว่า เตรียมเปิดโครงการผลิตและเก็บตุนทามิฟลูไว้ให้เพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศกำลังพัฒนาโดยจะจำหน่ายให้ในราคาถูกเป็นพิเศษคือครึ่งหนึ่งของราคาจำหน่ายปกติในเวลานี้ ที่ราว 6 ยูโรต่อ 10 แค็ปซูล จากราคาปกติ 12 ยูโรต่อ10 แค็ปซูล (รอยเตอร์/เอเอฟพี)แหล่งข้อมูล

ประเทศไทยโดยองการเภสัชกรรม หรือ GPO ได้ผลิตยาโอเซลทามิเวียร์(Oseltamivir) ได้แล้วในประเทศไทย“โอเซลทามิเวียร์” เป็นชื่อสามัญ มีบริษัทโรชเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และผลิตยาตัวนี้ขายในชื่อการค้าว่า “ทามิฟลู” โดย อภ.ได้รับอนุญาตให้ผลิตยาต้านไวรัสตัวนี้ได้ในชื่อการค้าว่า “จีพีโอ-เอ-ฟลู” (GPO-A-Flu) ในราคาเม็ดละประมาณ 70 บาท หากสั่งซื้อจากต่างประเทศจะมีราคาเม็ดละ 100 กว่าบาท แต่การผลิตจีพีโอ-เอ-ฟลูต้องทำภายใต้สิทธิบัตรของบริษัทโรช และต้องจำหน่ายภายในไทยเท่านั้น เนื่องจาก 2 -3 ปีที่แล้วบริษัทโรชเห็นว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของ เชื้อไข้หวัดนก แหล่งข้อมูล

Wednesday, June 10, 2009

สาระสำคัญของงบประมาณปี 2553

เปิด"9ยุทธศาสตร์"งบฯปี"53

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจกจ่ายเอกสารร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 จำนวน 1.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงจากงบประมาณปี 2552 จำนวน 251,700 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.9 ซึ่ง ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 17 มิถุนายน

สาระสำคัญของงบประมาณปี 2553 อยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ในการใช้งบประมาณใน 9 ด้าน ประกอบด้วย

1.ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นและการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 144,591 ล้านบาท โดยจะเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและเอกชน โดยการสร้างความสมานฉันท์ ความสามัคคีของคนในชาติ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิรูปการเมืองให้มีเสถียรภาพและมีธรรมาภิบาล การแก้ปัญหาความไม่สงบ โดยเฉพาะปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในสายตาโลก เป็นต้น

2.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐ จำนวน 173,192 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เทิดทูน และพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์

3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตจำนวน 506,640 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ เพิ่มโอกาสการศึกษาให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยและต่อเนื่องตลอดชีวิต พัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ เพิ่มโอกาสการมีงานทำของประชากรทุกกลุ่มทุกวัย จัดสวัสดิการสังคมให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดี เป็นต้น

4.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวให้อย่างมีเสถียรภาพ จำนวน 158,707 ล้านบาท ภายใต้กรอบการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดทุน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้านเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว บริการการตลาด การค้า และการลงทุน เป็นต้น

5.ยุทธศาสตร์การบริหารจักการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแเวดล้อมจำนวน 29,719 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการจัดการให้เกิดความสมดุล

6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม จำนวน 11,960 ล้านบาท เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการผลิตและให้บริการได้อย่างเพียงพอ

7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 7,357 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ ในระดับอาเซียน รวมทั้งบทบาทไทยในเวทีโลก

8.ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จำนวน 241,228.3 ล้านบาท ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่งเสริมความเข้มแข็งของกลไกลการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

9.รายการค่าดำเนินการของรัฐ จำนวน 426,602 ล้านบาท เพื่อรับรองเหตุการณ์ในกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ร่วมทั้งการบริหารบุคลากรภาครัฐ
แหล่งข้อมูล

Sunday, April 19, 2009

การให้ทาน

การให้ทาน สูตรสำเร็จแห่งชีวิตคือทาน
โบราณจารย์ท่านสอนว่า การให้ทานมี 3 ลักษณะคือ ให้เพื่อสงเคราะห์ ให้เพื่ออนุเคราะห์ และให้เพื่อทำบุญ
การให้เพื่อสงเคราะห์และอนุเคราะห์ เรียกอีกอย่างว่า ให้แบบทำบุญ เพราะเป็นการให้เพื่อบุญคุณ หรือหวังผลตอบแทน เช่น เราให้ของขวัญ ให้รางวัล เลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้า แก่ใคร เราก็ว่าเราให้โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร แต่ในส่วนลึกแห่งดวงใจเรายังทวง "บุญคุณ" อยู่เงียบๆ อย่างน้อยก็อยากให้เขารู้สึกขอบบุญขอบคุณในน้ำใจไมตรีของเรา ลองคิดดีๆ จะเห็นเองครับ ถ้าเราไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป
การให้อะไรแก่ใครแล้วหวังผลตอบแทน ไม่ถือว่าให้เพื่อทำบุญ ไม่ช่วยให้จิตใจสูงหรือสะอาดขึ้น เพราะแทนที่จะกะเทาะความโลภให้หลุดไปจากจิตสันดานกลับพอกให้หนาขึ้น ทำไปทำมา นักทำบุญแบบนี้จะกลายเป็นนักลงทุนหรือนักค้าบุญไปโดยไม่รู้ตัว อ่านรายละเอียด

Thursday, April 09, 2009

คุณภาพเด็กไทยโอเน็ตตกต่ำ

ศธ.ตื่นแก้คุณภาพเด็กไทยโอเน็ตตกต่ำ [8 เม.ย. 52 - 06:12]

จากการประกาศผลสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ซึ่งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้เปิดให้นักเรียนยื่นเรื่องขอดูกระดาษคำตอบได้ในวันที่ 7 เม.ย.นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าวันที่ 7 เม.ย. มีนักเรียน ม.6 เดินทางมายื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบอย่างต่อเนื่องประมาณ 200 คน ซึ่งผู้ที่ยื่นเรื่องในวันนี้ จะดูกระดาษคำตอบได้ในวันที่ 9 เม.ย.

ด้าน ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สทศ. กล่าวว่า สทศ.จัดให้เด็กมาดูกระดาษคำตอบได้วันละ 400 คน และคาดว่าคงมีนักเรียนมาดูคะแนนประมาณ 400 คน นอกจากนี้ สทศ.ได้รับบัตรสนเท่ห์ว่า ในการสอบโอเน็ตนักเรียน ป.6 มีบางโรงเรียนครูบอกคำตอบเด็ก ซึ่ง สทศ.ก็ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ และเมื่อผลการสอบออกมา หากพบว่ามีโรงเรียน 10 โรง ซึ่งคะแนนในปีนี้สูงแบบพรวดพราดและค่าคะแนนกระจุก ไม่กระจาย ซึ่งน่าสงสัยว่าจะมีการบอกคำตอบ สทศ.ได้ทำหนังสือถึง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาแล้ว และคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ได้ขอดูข้อมูลดังกล่าวด้วย

ด้านคุณหญิง กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า สาเหตุที่เด็กทำคะแนนโอเน็ตได้น้อย คือ 1. ความตั้งใจของเด็กที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย 2. เด็กยังไม่คุ้นเคยกับข้อสอบแนวคิดวิเคราะห์ 3. คุณภาพการเรียนการสอนของครูและสื่อการสอนยังไม่ดีพอ ในวันที่ 8 เม.ย. ทาง สพฐ.จะประชุมเพื่อวิเคราะห์ปัญหานี้

ส่วนนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ยอมรับว่าคะแนนของเด็กไทยตกเกณฑ์และต้องได้รับการพัฒนา โดยในวันที่ 9 เม.ย.นี้ จะประชุมร่วมกับคณะกรรมการการเพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนการสอน รายวิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย โดยได้เพิ่มวิชาภาษาอังกฤษและสังคม เพื่อสรุปและเสนอให้ที่ประชุม ศธ.พิจารณาต่อไป ด้าน ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาคุณภาพครู ตั้งแต่กระบวนการผลิตโดยคัดเลือกคนดีคนเก่งมาเรียนครู ส่วน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คงถึงเวลาที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรจะต้องลงมาดูแลคุณภาพการศึกษาด้วยตนเองแล้ว. แหล่งข้อมูล

Friday, April 03, 2009

G 20 มีมติอัดฉีดเงิน5ล้านล้าน$ กู้วิกฤติเศรษฐกิจ

บรรดาผู้นำโลกทั้ง 20 ประเทศในที่ประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 20 ประเทศ (จี20) ได้เสร็จสิ้นการประชุมร่วมกัน ด้วยการให้คำมั่นสัญญา อัดฉีดเงินก้อนใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่จำนวน 5 ล้านล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องร่วมมือกันปราบปรามแหล่งหลบเลี่ยงภาษี และเข้าถึงระบบการจ่ายเงินของภาคธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเร่งรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมสุดยอดจี 20 ระบุว่า จะเพิ่มเติมเงินให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสถาบันการเงินหรือหน่วยงานด้านการค้าอื่นๆ จำนวนกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อให้นำไปช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่า ภายในปี 2553 กลุ่มจี20 จะใช้เงิน 5 ล้านล้านดอลลาร์รับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ พร้อมทั้งชื่นชมว่าดำเนินการครั้งนี้คือการเริ่มต้นสร้างระเบียบโลกใหม่ และว่า บรรดาผู้นำทั้ง 20 ประเทศ สามารถตกลงกันได้ใน 6 ประเด็นใหญ่ๆ คือ การปฏิรูประบบธนาคาร, การแก้ปัญหาหนี้เสียของธนาคาร, การฟื้นฟูการเติบโตของเศรษฐกิจโลก, การคุมเข้มด้านการตรวจสอบภาคการเงินทั่วโลก การช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ, การช่วยเหลือประเทศยากจนและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังเห็นพ้องให้มีการคุมเข้มในการตรวจสอบกองทุนเฮดจ์ฟันด์, ใช้มาตรฐานระบบบัญชีระหว่างประเทศ, ดำเนินการเพื่อปราบปรามแหล่งพักพิงของพวกหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งไม่ยอมแจ้งข้อมูลเมื่อได้รับการร้องขอ

"โอบามา"ยกย่องสร้างจุดเปลี่ยนฟื้นศก.โลก

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ยกย่องการประชุมสุดยอดจี 20 โดยกล่าวว่าการที่บรรดาผู้นำในที่ประชุม ต่างเห็นชอบในข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และป้องกันไม่ให้วิกฤติที่รุนแรงเช่นครั้งนี้เกิดขึ้นอีก ถือเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่โลกกำลังเผชิญนั้นใหญ่หลวง และจะนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจโลก และยังชื่นชมผู้นำประเทศในการประชุมจี 20 ที่ต่อต้านนโยบายกีดกันทางการค้า และสามารถประสานความแตกต่างทางความคิดให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ประธานาธิบดีโอบามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ข้อตกลงในที่ประชุมจี 20 บรรลุผล โดยเฉพาะการแก้ไขความเห็นที่แตกต่างกันของฝรั่งเศสและจีน เกี่ยวกับประเด็นการจัดการปัญหาเรื่องแหล่งหลบซ่อนภาษี

ฝรั่งเศส-เยอรมนีร่วมชื่นชมผลสำเร็จจี20

นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาขู่จะเดินออกจากที่ประชุม หากผลการประชุมออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ ยอมรับว่าการประชุมครั้งนี้บรรลุผลอย่างน่าพอใจกว่าที่เขาคาดคิดไว้ และว่าหมดเวลาแล้วที่การดำเนินการของธนาคารและสถาบันการเงินจะเป็นความลับที่ไม่สามารถตรวจสอบได้อีกต่อไป

ขณะที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า ที่ประชุมจี 20 ครั้งนี้ นำมาซึ่งการบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ ที่ประชุมกลุ่มจี 20 เห็นชอบในมาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจร่วมกันมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มทุนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ อีก 2 เท่า เป็น 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วางกฎระเบียบกับสถาบันการเงิน รวมถึงกิจกรรมของกองทุนเก็งกำไรต่าง ๆ ให้เข้มงวดมากขึ้น และดำเนินมาตรการเข้มงวดกับประเทศต่าง ๆ ที่ถูกใช้เป็นแหล่งหลบภาษี
แหล่งข้อมูล

Saturday, March 28, 2009

การบินไทยปิดฉากดอนเมือง (อีกครั้ง)

การบินไทยปิดฉากดอนเมือง

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า เที่ยวบินสุดท้ายที่จะให้บริการที่สนามบินดอนเมืองวันที่ 28 มี.ค.2552 นี้คือเที่ยวบินทีจี 1047 จากขอนแก่น-ดอนเมือง โดยออกจากขอนแก่นเวลา 19.45 น. ถึงบินดอนเมือง เวลา 20.40 น. ส่วนเที่ยวบินสุดท้ายที่จะออกจากสนามบินดอนเมืองคือเที่ยวบิน ทีจี 1124 เส้นทางดอนเมือง-เชียงใหม่ ออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 22.15 น. ถึงสนามบินเชียงใหม่เวลา 23.25 น.

ส่วนเที่ยวบินที่เดิมต้องลงที่สนามบินดอนเมืองจำนวน 5 เที่ยวบินได้มีการย้ายมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิได้แก่ ทีจี 1015 เส้นทางอุดรธานี-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1141 เส้นทางเชียงราย-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1165 เส้นทางพิษณุโลก-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1236 หาดใหญ่-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1274 เส้นทางสุราษฎร์ธานี-สุวรรณภูมิ
โดยเที่ยวบินแรกที่จะออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 29 มี.ค. คือทีจี 020 เส้นทางบิน สุวรรณภูมิ-อุบลราชธานี ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 06.00 น. ถึงอุบลราชธานีเวลา 07.05 น.
อ่านรายละเอียด
ปิดดอนเมือง แห่อาลัยแน่น 2549

Wednesday, March 25, 2009

สารสกัด "พญายอ" มีสรรพคุณทำลายเชื้อเริม-งูสงัด

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วิจัยพบสารสกัด "ใบพญายอ" มีฤทธิ์ทำลายเชื้อโรคเริม งูสวัด ช่วยแผลตกสะเก็ด หายเร็ว ลดอาการปวด ไม่มีผลข้างเคียง เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ อภ.ผลิตขายทดแทนนำเข้าจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการศึกษาวิจัยสมุนไพรพญายอ ตั้งแต่ พ.ศ.2535 โดยศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอน และใบพญายอต่อเชื้อโรคเริม ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่าเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ ไวรัสชนิดที่ 2 หรือเอชเอสวี-2 เปรียบเทียบกับยามาตรฐานและกลุ่มควบคุม สารสกัดจากใบตำลึง พบว่าสารสกัดจากพญายอมีฤทธิ์ทำลายไวรัสเอชเอสวี-2 ได้ แต่สารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบตำลึงไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว

"นอกจากนี้ ได้ทดลองทางคลีนิครักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเอชเอสวี-2 ด้วยยาครีมที่พัฒนาจากสารสกัดจากใบพญายอ โดยทาบริเวณที่เป็นโรค พบว่าครีมพญายอมีประสิทธิภาพดี ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวดได้ดี และครีมพญายอไม่ทำให้แสบระคายเคืองที่แผล พร้อมกันนี้ได้ทดลองทางคลีนิคกับผู้ป่วยโรคงูสวัดจากเชื้อไวรัสวาริเซลล่า ซอสเตอร์ หรือวีแซดวี ด้วยยาเดียวกัน พบว่าครีมพญายอสามารถรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคืองทาแล้วรู้สึกเย็นสบาย" นพ.มานิตกล่าว

นอกจากนี้ นพ.มานิตกล่าวว่า ล่าสุด กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตครีมพญายอให้แก่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อผลิตออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมทดแทนยารักษาโรคเริมและงูสวัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ และยังมีโครงการวิจัยสมุนไพรพญายออย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกส่วนสกัดจากพญายอที่บริสุทธิ์ที่มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น อีกทั้งศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารจากพญายอ เพื่อพัฒนาเป็นยาใช้ภายในต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมนโยบายการพึ่งพาตนเองด้านสาธารณสุขของประเทศ

สำหรับสมุนไพรพญายอ หรือพญาปล้องทอง เป็นพืชที่หาได้ทั่วไป แพทย์พื้นบ้านใช้รักษาโรคผิวหนังจำพวกเริมและงูสวัด โดยใช้ใบสดประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเหล้าใช้ทาบ่อยๆ หรือใช้ 2-10 ใบ ขยี้หรือตำให้แหลกนำไปทา หรือพอกแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ไม่สามารถใช้แก้พิษงูได้ แหล่งข้อมูล

Wednesday, March 11, 2009

คนที่มีระดับไอคิวสูงมีแนวโน้มมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงกว่า

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก และสภาวิจัยทางการแพทย์ในกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ ได้ติดตามผลกลุ่มตัวอย่าง 7,414 คนทั่วประเทศเป็นเวลา 20 ปี ในการศึกษาที่ตอกย้ำว่าสุขภาพจิตที่ดีส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วยเช่นกัน
นักวิจัยชี้ว่าเวลาในการตอบสนองของคนเราเป็นมาตรวัดระดับความเฉลียวฉลาด ซึ่งในทางกลับกันถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์ของร่างกาย หรือการประสานงานของอวัยวะส่วนต่างๆ
“ผลการศึกษาของเราบ่งชี้ว่าเวลาในการตอบสนอง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับสติปัญญา เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ซึ่งรวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอินเทลลิเจนซ์สัปดาห์นี้ ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ให้ความสำคัญกับเวลาในการตอบสนองและการเสียชีวิต โดยเปรียบเทียบกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา
ผู้จัดทำรายงานระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าคนที่มีระดับไอคิวสูงมีแนวโน้มมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงกว่า
แม้ข้อเท็จจริงนี้ส่วนหนึ่งสามารถอธิบายได้จากความแตกต่างของรูปแบบการใช้ชีวิต เนื่องจากคนฉลาดมีแนวโน้มน้อยที่จะสูบบุหรี่และน้ำหนักเกิน แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีคำอธิบายข้อแตกต่างอื่นๆ อีกหลายอย่าง
อาสาสมัครในการศึกษานี้ถูกติดตามผลมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยมีการวัดเวลาในการตอบสนองด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับหน้าจอขนาดเล็กและปุ่มตัวเลขห้าปุ่ม
อาสาสมัครต้องกดปุ่มตัวเลขให้ตรงกับตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอ โดยนักวิจัยจะวัดระยะเวลาในการตอบสนองและคำนวณค่าเฉลี่ยออกมา
นับจากนั้นจนสิ้นสุดการติดตามผลพบว่าอาสาสมัครเสียชีวิต 1,289 ราย ในจำนวนนี้มีสาเหตุจากโรคหัวใจ 568 ราย
จากนั้น นักวิจัยนำเวลาในการตอบสนองของผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว และปัจจัยอื่นๆ
ผลการศึกษาพบว่าคนที่ตอบสนองช้ามีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยด้วยสาเหตุต่างๆ เพิ่มขึ้น 2.6 เท่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเดียวที่เชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเสียชีวิต กล่าวคือทำให้อาสาสมัครมีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยเพิ่มขึ้น 3.03 เท่า
การออกกำลังกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ สัดส่วนเอวและสะโพก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดัชนีมวลกาย มีผลต่อเรื่องนี้น้อยกว่า
ในบรรดาสาเหตุต่างๆ ของการเสียชีวิต โดยเฉพาะโรคหัวใจ เวลาในการตอบสนองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดรองจากความดันโลหิต
นักวิจัยเชื่อว่าเวลาในการตอบสนอง ซึ่งเป็นมาตรวัดความเร็วของความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของสมอง อาจเป็นตัวบ่งชี้ระดับความสมบูรณ์ของระบบต่างๆ ในร่างกาย แหล่งข้อมูล