การบินไทยปิดฉากดอนเมือง
พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า เที่ยวบินสุดท้ายที่จะให้บริการที่สนามบินดอนเมืองวันที่ 28 มี.ค.2552 นี้คือเที่ยวบินทีจี 1047 จากขอนแก่น-ดอนเมือง โดยออกจากขอนแก่นเวลา 19.45 น. ถึงบินดอนเมือง เวลา 20.40 น. ส่วนเที่ยวบินสุดท้ายที่จะออกจากสนามบินดอนเมืองคือเที่ยวบิน ทีจี 1124 เส้นทางดอนเมือง-เชียงใหม่ ออกจากสนามบินดอนเมืองเวลา 22.15 น. ถึงสนามบินเชียงใหม่เวลา 23.25 น.
ส่วนเที่ยวบินที่เดิมต้องลงที่สนามบินดอนเมืองจำนวน 5 เที่ยวบินได้มีการย้ายมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิได้แก่ ทีจี 1015 เส้นทางอุดรธานี-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1141 เส้นทางเชียงราย-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1165 เส้นทางพิษณุโลก-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1236 หาดใหญ่-สุวรรณภูมิ, ทีจี 1274 เส้นทางสุราษฎร์ธานี-สุวรรณภูมิ
โดยเที่ยวบินแรกที่จะออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 29 มี.ค. คือทีจี 020 เส้นทางบิน สุวรรณภูมิ-อุบลราชธานี ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 06.00 น. ถึงอุบลราชธานีเวลา 07.05 น.
อ่านรายละเอียด
ปิดดอนเมือง แห่อาลัยแน่น 2549
Saturday, March 28, 2009
Wednesday, March 25, 2009
สารสกัด "พญายอ" มีสรรพคุณทำลายเชื้อเริม-งูสงัด
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์วิจัยพบสารสกัด "ใบพญายอ" มีฤทธิ์ทำลายเชื้อโรคเริม งูสวัด ช่วยแผลตกสะเก็ด หายเร็ว ลดอาการปวด ไม่มีผลข้างเคียง เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ อภ.ผลิตขายทดแทนนำเข้าจากต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการศึกษาวิจัยสมุนไพรพญายอ ตั้งแต่ พ.ศ.2535 โดยศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอน และใบพญายอต่อเชื้อโรคเริม ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่าเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ ไวรัสชนิดที่ 2 หรือเอชเอสวี-2 เปรียบเทียบกับยามาตรฐานและกลุ่มควบคุม สารสกัดจากใบตำลึง พบว่าสารสกัดจากพญายอมีฤทธิ์ทำลายไวรัสเอชเอสวี-2 ได้ แต่สารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบตำลึงไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว
"นอกจากนี้ ได้ทดลองทางคลีนิครักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเอชเอสวี-2 ด้วยยาครีมที่พัฒนาจากสารสกัดจากใบพญายอ โดยทาบริเวณที่เป็นโรค พบว่าครีมพญายอมีประสิทธิภาพดี ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวดได้ดี และครีมพญายอไม่ทำให้แสบระคายเคืองที่แผล พร้อมกันนี้ได้ทดลองทางคลีนิคกับผู้ป่วยโรคงูสวัดจากเชื้อไวรัสวาริเซลล่า ซอสเตอร์ หรือวีแซดวี ด้วยยาเดียวกัน พบว่าครีมพญายอสามารถรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคืองทาแล้วรู้สึกเย็นสบาย" นพ.มานิตกล่าว
นอกจากนี้ นพ.มานิตกล่าวว่า ล่าสุด กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตครีมพญายอให้แก่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อผลิตออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมทดแทนยารักษาโรคเริมและงูสวัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ และยังมีโครงการวิจัยสมุนไพรพญายออย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกส่วนสกัดจากพญายอที่บริสุทธิ์ที่มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น อีกทั้งศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารจากพญายอ เพื่อพัฒนาเป็นยาใช้ภายในต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมนโยบายการพึ่งพาตนเองด้านสาธารณสุขของประเทศ
สำหรับสมุนไพรพญายอ หรือพญาปล้องทอง เป็นพืชที่หาได้ทั่วไป แพทย์พื้นบ้านใช้รักษาโรคผิวหนังจำพวกเริมและงูสวัด โดยใช้ใบสดประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเหล้าใช้ทาบ่อยๆ หรือใช้ 2-10 ใบ ขยี้หรือตำให้แหลกนำไปทา หรือพอกแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ไม่สามารถใช้แก้พิษงูได้ แหล่งข้อมูล
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำการศึกษาวิจัยสมุนไพรพญายอ ตั้งแต่ พ.ศ.2535 โดยศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอน และใบพญายอต่อเชื้อโรคเริม ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่าเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ ไวรัสชนิดที่ 2 หรือเอชเอสวี-2 เปรียบเทียบกับยามาตรฐานและกลุ่มควบคุม สารสกัดจากใบตำลึง พบว่าสารสกัดจากพญายอมีฤทธิ์ทำลายไวรัสเอชเอสวี-2 ได้ แต่สารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบตำลึงไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว
"นอกจากนี้ ได้ทดลองทางคลีนิครักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเอชเอสวี-2 ด้วยยาครีมที่พัฒนาจากสารสกัดจากใบพญายอ โดยทาบริเวณที่เป็นโรค พบว่าครีมพญายอมีประสิทธิภาพดี ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวดได้ดี และครีมพญายอไม่ทำให้แสบระคายเคืองที่แผล พร้อมกันนี้ได้ทดลองทางคลีนิคกับผู้ป่วยโรคงูสวัดจากเชื้อไวรัสวาริเซลล่า ซอสเตอร์ หรือวีแซดวี ด้วยยาเดียวกัน พบว่าครีมพญายอสามารถรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคืองทาแล้วรู้สึกเย็นสบาย" นพ.มานิตกล่าว
นอกจากนี้ นพ.มานิตกล่าวว่า ล่าสุด กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตครีมพญายอให้แก่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อผลิตออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมทดแทนยารักษาโรคเริมและงูสวัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ และยังมีโครงการวิจัยสมุนไพรพญายออย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกส่วนสกัดจากพญายอที่บริสุทธิ์ที่มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น อีกทั้งศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารจากพญายอ เพื่อพัฒนาเป็นยาใช้ภายในต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมนโยบายการพึ่งพาตนเองด้านสาธารณสุขของประเทศ
สำหรับสมุนไพรพญายอ หรือพญาปล้องทอง เป็นพืชที่หาได้ทั่วไป แพทย์พื้นบ้านใช้รักษาโรคผิวหนังจำพวกเริมและงูสวัด โดยใช้ใบสดประมาณ 1 กำมือ ตำผสมเหล้าใช้ทาบ่อยๆ หรือใช้ 2-10 ใบ ขยี้หรือตำให้แหลกนำไปทา หรือพอกแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ไม่สามารถใช้แก้พิษงูได้ แหล่งข้อมูล
Wednesday, March 11, 2009
คนที่มีระดับไอคิวสูงมีแนวโน้มมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงกว่า
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก และสภาวิจัยทางการแพทย์ในกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ ได้ติดตามผลกลุ่มตัวอย่าง 7,414 คนทั่วประเทศเป็นเวลา 20 ปี ในการศึกษาที่ตอกย้ำว่าสุขภาพจิตที่ดีส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วยเช่นกัน
นักวิจัยชี้ว่าเวลาในการตอบสนองของคนเราเป็นมาตรวัดระดับความเฉลียวฉลาด ซึ่งในทางกลับกันถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์ของร่างกาย หรือการประสานงานของอวัยวะส่วนต่างๆ
“ผลการศึกษาของเราบ่งชี้ว่าเวลาในการตอบสนอง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับสติปัญญา เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ซึ่งรวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอินเทลลิเจนซ์สัปดาห์นี้ ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ให้ความสำคัญกับเวลาในการตอบสนองและการเสียชีวิต โดยเปรียบเทียบกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา
ผู้จัดทำรายงานระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าคนที่มีระดับไอคิวสูงมีแนวโน้มมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงกว่า
แม้ข้อเท็จจริงนี้ส่วนหนึ่งสามารถอธิบายได้จากความแตกต่างของรูปแบบการใช้ชีวิต เนื่องจากคนฉลาดมีแนวโน้มน้อยที่จะสูบบุหรี่และน้ำหนักเกิน แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีคำอธิบายข้อแตกต่างอื่นๆ อีกหลายอย่าง
อาสาสมัครในการศึกษานี้ถูกติดตามผลมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยมีการวัดเวลาในการตอบสนองด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับหน้าจอขนาดเล็กและปุ่มตัวเลขห้าปุ่ม
อาสาสมัครต้องกดปุ่มตัวเลขให้ตรงกับตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอ โดยนักวิจัยจะวัดระยะเวลาในการตอบสนองและคำนวณค่าเฉลี่ยออกมา
นับจากนั้นจนสิ้นสุดการติดตามผลพบว่าอาสาสมัครเสียชีวิต 1,289 ราย ในจำนวนนี้มีสาเหตุจากโรคหัวใจ 568 ราย
จากนั้น นักวิจัยนำเวลาในการตอบสนองของผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว และปัจจัยอื่นๆ
ผลการศึกษาพบว่าคนที่ตอบสนองช้ามีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยด้วยสาเหตุต่างๆ เพิ่มขึ้น 2.6 เท่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเดียวที่เชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเสียชีวิต กล่าวคือทำให้อาสาสมัครมีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยเพิ่มขึ้น 3.03 เท่า
การออกกำลังกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ สัดส่วนเอวและสะโพก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดัชนีมวลกาย มีผลต่อเรื่องนี้น้อยกว่า
ในบรรดาสาเหตุต่างๆ ของการเสียชีวิต โดยเฉพาะโรคหัวใจ เวลาในการตอบสนองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดรองจากความดันโลหิต
นักวิจัยเชื่อว่าเวลาในการตอบสนอง ซึ่งเป็นมาตรวัดความเร็วของความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของสมอง อาจเป็นตัวบ่งชี้ระดับความสมบูรณ์ของระบบต่างๆ ในร่างกาย แหล่งข้อมูล
นักวิจัยชี้ว่าเวลาในการตอบสนองของคนเราเป็นมาตรวัดระดับความเฉลียวฉลาด ซึ่งในทางกลับกันถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความสมบูรณ์ของร่างกาย หรือการประสานงานของอวัยวะส่วนต่างๆ
“ผลการศึกษาของเราบ่งชี้ว่าเวลาในการตอบสนอง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับสติปัญญา เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ซึ่งรวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารอินเทลลิเจนซ์สัปดาห์นี้ ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ให้ความสำคัญกับเวลาในการตอบสนองและการเสียชีวิต โดยเปรียบเทียบกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา
ผู้จัดทำรายงานระบุว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่าคนที่มีระดับไอคิวสูงมีแนวโน้มมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงกว่า
แม้ข้อเท็จจริงนี้ส่วนหนึ่งสามารถอธิบายได้จากความแตกต่างของรูปแบบการใช้ชีวิต เนื่องจากคนฉลาดมีแนวโน้มน้อยที่จะสูบบุหรี่และน้ำหนักเกิน แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีคำอธิบายข้อแตกต่างอื่นๆ อีกหลายอย่าง
อาสาสมัครในการศึกษานี้ถูกติดตามผลมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยมีการวัดเวลาในการตอบสนองด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับหน้าจอขนาดเล็กและปุ่มตัวเลขห้าปุ่ม
อาสาสมัครต้องกดปุ่มตัวเลขให้ตรงกับตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอ โดยนักวิจัยจะวัดระยะเวลาในการตอบสนองและคำนวณค่าเฉลี่ยออกมา
นับจากนั้นจนสิ้นสุดการติดตามผลพบว่าอาสาสมัครเสียชีวิต 1,289 ราย ในจำนวนนี้มีสาเหตุจากโรคหัวใจ 568 ราย
จากนั้น นักวิจัยนำเวลาในการตอบสนองของผู้ที่เสียชีวิตและผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ น้ำหนักตัว และปัจจัยอื่นๆ
ผลการศึกษาพบว่าคนที่ตอบสนองช้ามีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยด้วยสาเหตุต่างๆ เพิ่มขึ้น 2.6 เท่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเดียวที่เชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเสียชีวิต กล่าวคือทำให้อาสาสมัครมีแนวโน้มเสียชีวิตก่อนวัยเพิ่มขึ้น 3.03 เท่า
การออกกำลังกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ สัดส่วนเอวและสะโพก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และดัชนีมวลกาย มีผลต่อเรื่องนี้น้อยกว่า
ในบรรดาสาเหตุต่างๆ ของการเสียชีวิต โดยเฉพาะโรคหัวใจ เวลาในการตอบสนองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดรองจากความดันโลหิต
นักวิจัยเชื่อว่าเวลาในการตอบสนอง ซึ่งเป็นมาตรวัดความเร็วของความสามารถในการประมวลผลข้อมูลของสมอง อาจเป็นตัวบ่งชี้ระดับความสมบูรณ์ของระบบต่างๆ ในร่างกาย แหล่งข้อมูล
Friday, February 27, 2009
คุณภาพการอ่าน
คุณภาพการอ่าน ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการอ่านเร็วเท่านั้น และไม่สำคัญเท่ากับการที่ผู้เรียนสามารถย่อยแนวคิดด้วยความเข้าใจในเนื้อเรื่องและสามารถถ่ายทอดได้อย่างชาญฉลาด
This assumption indirectly evaluates students on the basis of their reading speed, a quality not necessarily as important as the ability to digest concepts and express them intelligently.
อ่านเพิ่มเติมที่ Assigned reading: quality, not quantity
This assumption indirectly evaluates students on the basis of their reading speed, a quality not necessarily as important as the ability to digest concepts and express them intelligently.
อ่านเพิ่มเติมที่ Assigned reading: quality, not quantity
เว็บค้นหาที่เป็นทางเลือกใหม่
เว็บค้นหาที่เป็นทางเลือกใหม่ (Alternative Search Engine) สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้คุณได้ผลลัพธ์ของสิ่งที่ต้องการค้นหาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น หารูปก็จะได้รูป หาเพลงก็จะได้ฟังเพลง หาเอกสารก็จะได้ไฟล์ PDF โดยที่ไม่ต้องคลิกสารพัด
ค้นหาเพลง www.songza.com
www.midomi.com
ค้นหารูป www.compfight.com
www.spffy.com
ค้นหาเอกสาร www.data-sheet.net
ค้นหาวิดีโอ www.truveo.com
ค้นหาแบบมีรสชาติ www.viewzi.com
แหล่งข้อมูล
ค้นหาเพลง www.songza.com
www.midomi.com
ค้นหารูป www.compfight.com
www.spffy.com
ค้นหาเอกสาร www.data-sheet.net
ค้นหาวิดีโอ www.truveo.com
ค้นหาแบบมีรสชาติ www.viewzi.com
แหล่งข้อมูล
มูลนิธินวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้นำด้านการคิดค้นนวัตกรรม
มูลนิธินวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้นำด้านการคิดค้นนวัตกรรมและมีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกประจำปี 2009 ดึงเกาหลีใต้ลงมาอยู่อันดับ 5 เหนือกว่ายักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 6 ขณะที่แดนปลาดิบคว้าอันดับ 9 ในครอง
มูลนิธิ Information Technology and Innovation Foundation หรือ ITIF ประกาศอันดับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยนอกจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆที่ถูกจัดให้อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกประจำปี 2009 ได้แก่ อันดับที่ 2 สวีเดน, อันดับ 3 ลักเซมเบิร์ก, อันดับ 4 เดนมาร์ก, อันดับที่ 7 ฟินแลนด์ อันดับที่ 8 อังกฤษ และอันดับที่ 10 คือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ North American Free Trade Agreement (NAFTA) ซึ่งคลุมพื้นที่ประเทศแคนนาดา เม็กซิโก และสหรัฐฯ
ประเทศใหญ่ๆในเอเชียแปซิฟิกนั้นถูกจัดอยู่ใน 40 อันดับแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย อันดับที่ 19, จีน อันดับที่ 33 ขณะที่อินเดียอยู่ในอันดับที่ 40 โดย 15 ประเทศยุโรปตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรปหรือที่เรียกรวมว่า EU-15 นั้นถูกจัดเป็นอันดับที่ 18
ITIF เป็นองค์กรเพื่อการพัฒนาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยการจัดอันดับประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมที่เกิดขึ้นนั้น ITIF พิจารณาจาก 16 ประเด็นก่อนจะนำคะแนนมาคำนวณเป็นดัชนีเพื่อจัดอันดับ ได้แก่ ความสามารถของทรัพยกรบุคคล ความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรม การระดมทุน โครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ นโยบายเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพการจัดการระบบเศรษฐกิจในประเทศ
จุดนี้ ITIF ระบุว่า หากรวบรวมดัชนีคะแนนตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 1999-2009) ประเทศจีนกลับได้คะแนนสูงสุด เหนือกว่าสหรัฐฯที่คิดเป็นลำดับที่ 40 โดยสิงคโปร์จะอยู่ในอันดับ 2 ตามมาด้วยลิธัวเนีย เอสโทเนีย เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ก สโลวาเนีย รัสเซีย ไซปรัส และญี่ปุ่น โดยประเทศอินเดียได้อันดับที่ 14 เกาหลีใต้อยู่ที่ 17 และออสเตรเลียในอันดับที่ 32
ขณะที่ประเทศกลุ่มยุโรป EU-15 นั้นถูกจัดเป็นอันดับที่ 28 หากคำนวณคะแนนตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา
ร็อบ แอดคินสัน (Rob Atkinson) ประธาน ITIF ให้ความเห็นว่า การศึกษาครั้งนี้ยึดหลักพิจารณาความสามารถในการแข่งขันและการคิดค้นนวัตกรรมของแต่ละประเทศโดยใช้ปัจจัยหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสามารถด้านเศรษฐกิจหรือนโยบายอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
แอดคินสันบอกว่า แม้ที่ผ่านมาสหรัฐฯจะมีศักยภาพในทุกด้านดีมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆในโลก แต่การศึกษาพบว่ามีประเทศมากมายรวมถึงยุโรปที่มีพัฒนาการรวดเร็วกว่าสหรัฐฯ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าประเทศในกลุ่ม EU-15 จะสามารถแซงหน้าสหรัฐฯในแง่ความสามารถด้านการแข่งขันเชิงนวัตกรรมได้ภายในปี 2020 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า
ไม่ใช่เพียงยุโรป กลุ่ม ITIF ระบุว่า 39 ประเทศที่เหลือใน 40 อันดับสุดยอดประเทศนวัตกรรมล้วนพัฒนาองค์ความรู้และเศรษฐกิจเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เร็วกว่าสหรัฐฯ แน่นอนว่าผลที่เกิดขึ้นคือ ความสามารถในการแข่งขันเชิงนวัตกรรมของสหรัฐฯกำลังจะถึงช่วงขาลงหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แหล่งข้อมูล
มูลนิธิ Information Technology and Innovation Foundation หรือ ITIF ประกาศอันดับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยนอกจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆที่ถูกจัดให้อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกประจำปี 2009 ได้แก่ อันดับที่ 2 สวีเดน, อันดับ 3 ลักเซมเบิร์ก, อันดับ 4 เดนมาร์ก, อันดับที่ 7 ฟินแลนด์ อันดับที่ 8 อังกฤษ และอันดับที่ 10 คือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ North American Free Trade Agreement (NAFTA) ซึ่งคลุมพื้นที่ประเทศแคนนาดา เม็กซิโก และสหรัฐฯ
ประเทศใหญ่ๆในเอเชียแปซิฟิกนั้นถูกจัดอยู่ใน 40 อันดับแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย อันดับที่ 19, จีน อันดับที่ 33 ขณะที่อินเดียอยู่ในอันดับที่ 40 โดย 15 ประเทศยุโรปตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรปหรือที่เรียกรวมว่า EU-15 นั้นถูกจัดเป็นอันดับที่ 18
ITIF เป็นองค์กรเพื่อการพัฒนาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยการจัดอันดับประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมที่เกิดขึ้นนั้น ITIF พิจารณาจาก 16 ประเด็นก่อนจะนำคะแนนมาคำนวณเป็นดัชนีเพื่อจัดอันดับ ได้แก่ ความสามารถของทรัพยกรบุคคล ความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรม การระดมทุน โครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ นโยบายเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพการจัดการระบบเศรษฐกิจในประเทศ
จุดนี้ ITIF ระบุว่า หากรวบรวมดัชนีคะแนนตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 1999-2009) ประเทศจีนกลับได้คะแนนสูงสุด เหนือกว่าสหรัฐฯที่คิดเป็นลำดับที่ 40 โดยสิงคโปร์จะอยู่ในอันดับ 2 ตามมาด้วยลิธัวเนีย เอสโทเนีย เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ก สโลวาเนีย รัสเซีย ไซปรัส และญี่ปุ่น โดยประเทศอินเดียได้อันดับที่ 14 เกาหลีใต้อยู่ที่ 17 และออสเตรเลียในอันดับที่ 32
ขณะที่ประเทศกลุ่มยุโรป EU-15 นั้นถูกจัดเป็นอันดับที่ 28 หากคำนวณคะแนนตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา
ร็อบ แอดคินสัน (Rob Atkinson) ประธาน ITIF ให้ความเห็นว่า การศึกษาครั้งนี้ยึดหลักพิจารณาความสามารถในการแข่งขันและการคิดค้นนวัตกรรมของแต่ละประเทศโดยใช้ปัจจัยหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสามารถด้านเศรษฐกิจหรือนโยบายอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
แอดคินสันบอกว่า แม้ที่ผ่านมาสหรัฐฯจะมีศักยภาพในทุกด้านดีมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆในโลก แต่การศึกษาพบว่ามีประเทศมากมายรวมถึงยุโรปที่มีพัฒนาการรวดเร็วกว่าสหรัฐฯ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าประเทศในกลุ่ม EU-15 จะสามารถแซงหน้าสหรัฐฯในแง่ความสามารถด้านการแข่งขันเชิงนวัตกรรมได้ภายในปี 2020 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า
ไม่ใช่เพียงยุโรป กลุ่ม ITIF ระบุว่า 39 ประเทศที่เหลือใน 40 อันดับสุดยอดประเทศนวัตกรรมล้วนพัฒนาองค์ความรู้และเศรษฐกิจเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เร็วกว่าสหรัฐฯ แน่นอนว่าผลที่เกิดขึ้นคือ ความสามารถในการแข่งขันเชิงนวัตกรรมของสหรัฐฯกำลังจะถึงช่วงขาลงหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แหล่งข้อมูล
Wednesday, February 25, 2009
โครงการ "ตู้อักษร ซ่อนปัญญา"
นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.มติชน กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่หนังสือพิมพ์มติชนได้ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 32 จึงร่วมมือกับมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ มูลนิธิ บรรจง พงศ์ศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จัดทำโครงการ "ตู้อักษร ซ่อนปัญญา" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือแก่เยาวชน และสนับสนุนหนังสือที่ดีมีคุณภาพแก่ห้องสมุดโรงเรียนที่ขาดแคลน โดยเน้นโรงเรียนที่เกณฑ์การศึกษาต่ำกว่ามาตรฐาน จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพ รวมทั้งประสาน สพฐ.เพื่อเสาะหาโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่มีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เบื้องต้น 100 แห่ง
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงิน เพื่อซื้อหนังสือและตู้ โรงเรียนละ 1 ตู้ ตู้ละ 25,000 บาทนั้น ล่าสุดมียอดเมื่อวันที่ 24 ก.พ.พบว่ายอดบริจาคสูงถึง 5,664,898 บาท โดยสามารถบริจาคได้ถึง 226 โรงเรียน โดยเบื้องต้นมีความพร้อมในการส่งมอบหนังสือและตู้แก่โรงเรียน 100 แห่งแรก จึงจัดพิธีส่งมอบในวันนี้ก่อน ส่วนโรงเรียนที่เหลือคาดว่าจะได้รับภายในมีนาคมนี้
ด้านนายจุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่เข้ามาเป็นส่วนร่วมในโครงการ โดยเป็นหนึ่งในผู้บริจาค ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยเหลือการศึกษาและส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังเป็นการระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งเสริมการอ่านนั้น ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่ง โดยในสัปดาห์หน้าตนจะลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริงไปตลอดชีวิต
"ขอฝากผู้อำนวยการสถานศึกษาทุกท่านที่ได้รับหนังสือพร้อมตู้ที่ไปตั้งในสถานที่ศึกษา ให้บริหารจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะ ทำให้เด็กรักหนังสือ รักที่จะศึกษาหาความรู้และได้รับประโยชน์สูงสุดจาก ตู้อักษร ซ่อนปัญญา นี้ ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคและเจ้าของโครงการ" นายจุรินทร์ กล่าว
ขณะที่นายวินัย รอดจ่าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.รู้สึกซาบซึ้งในโครงการดังกล่าว จากที่รับบริจาคจนได้เกินกว่าเป้าหมาย เพราะทราบว่าโครงการนี้ เบื้องต้นจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100 โรงเรียนทั่วประเทศ แต่เมื่อประสานมาทาง สพฐ.เพื่อขอรายชื่อโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น ทางเราก็ดำเนินการจนแล้วเสร็จ นอกจากนี้ ขอฝากถึงผู้เกี่ยวข้องขอให้นำสิ่งที่ได้รับบริจาคไปนั้น นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนให้มากที่สุด แหล่งข้อมูล
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงิน เพื่อซื้อหนังสือและตู้ โรงเรียนละ 1 ตู้ ตู้ละ 25,000 บาทนั้น ล่าสุดมียอดเมื่อวันที่ 24 ก.พ.พบว่ายอดบริจาคสูงถึง 5,664,898 บาท โดยสามารถบริจาคได้ถึง 226 โรงเรียน โดยเบื้องต้นมีความพร้อมในการส่งมอบหนังสือและตู้แก่โรงเรียน 100 แห่งแรก จึงจัดพิธีส่งมอบในวันนี้ก่อน ส่วนโรงเรียนที่เหลือคาดว่าจะได้รับภายในมีนาคมนี้
ด้านนายจุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่เข้ามาเป็นส่วนร่วมในโครงการ โดยเป็นหนึ่งในผู้บริจาค ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยเหลือการศึกษาและส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังเป็นการระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งเสริมการอ่านนั้น ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญประการหนึ่ง โดยในสัปดาห์หน้าตนจะลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริงไปตลอดชีวิต
"ขอฝากผู้อำนวยการสถานศึกษาทุกท่านที่ได้รับหนังสือพร้อมตู้ที่ไปตั้งในสถานที่ศึกษา ให้บริหารจัดการด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะ ทำให้เด็กรักหนังสือ รักที่จะศึกษาหาความรู้และได้รับประโยชน์สูงสุดจาก ตู้อักษร ซ่อนปัญญา นี้ ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคและเจ้าของโครงการ" นายจุรินทร์ กล่าว
ขณะที่นายวินัย รอดจ่าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สพฐ.รู้สึกซาบซึ้งในโครงการดังกล่าว จากที่รับบริจาคจนได้เกินกว่าเป้าหมาย เพราะทราบว่าโครงการนี้ เบื้องต้นจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100 โรงเรียนทั่วประเทศ แต่เมื่อประสานมาทาง สพฐ.เพื่อขอรายชื่อโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น ทางเราก็ดำเนินการจนแล้วเสร็จ นอกจากนี้ ขอฝากถึงผู้เกี่ยวข้องขอให้นำสิ่งที่ได้รับบริจาคไปนั้น นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนให้มากที่สุด แหล่งข้อมูล
Monday, February 23, 2009
การประชุมสุดยอดอาเซียน
Asean Summit, Thailand 2009
ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกทั้งในแง่การก่อตั้งและการพัฒนาให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีความสำเร็จ เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของภูมิภาคนี้ ในส่วนของการก่อตั้ง ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนในปี พ.ศ. 2510 ในส่วนของการพัฒนา ไทยยังมีบทบาทที่สำคัญ ดังนี้
มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพในกัมพูชา
การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) ในปี พ.ศ. 2535
ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก หรือ ARF- ASEAN Regional Forum ซึ่งเป็นเวทีที่ใช้พูดคุยปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค ในปี พ.ศ. 2537
ความริเริ่มเชียงใหม่และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2540
การที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่ชะอำในปีนี้ จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงถิ่นกำเนิดของอาเซียน และเป็นการเริ่มต้นโฉมหน้าใหม่ของอาเซียนหลังจากการมีผลบังคับใช้กฏบัตรอาเซียนตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551
หัวข้อหลักการประชุมของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 คือ "กฏบัตรอาเซียนสำหรับประชาชนอาเซียน" โดยต้องการให้ประชาชนอาเซียนเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งหมายถึงต้องการให้ความร่วมมือในกรอบต่างๆ ของอาเซียนอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยหัวย่อยอีก 3 หัวข้อ ได้แก่
1. มุ่งสู่การสร้างชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
ไทยจะใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานในการไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีกติกาของการดำเนินงานอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยผลักดันกลไกการทำงานในหน้าที่ใหม่ของอาเซียนภายใต้กฎบัตรอาเซียน รวมทั้งการวางรากฐาน 3 เสาหลักของสภาประชาคมอาเซียนและการจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา
ยกร่างการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียนให้เสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้
เสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการอาเซียน ทั้งในแง่งบประมาณและบุคคลากร เพื่อให้อาเซียนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มความสามารถและเต็มความรับผิดชอบ ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน
สร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยนายกรัฐมนตรีและผู้นำอาเซียนจะพบปะพูดคุยกับตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลาย อาทิ ตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ตัวแทนเยาวชน และตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคม
2. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค เพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลกประเทศไทยต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลก โดยการสร้างความเข้มแข็ง
ด้านความมั่นคงของมนุษย์ในมิติต่างๆ ในชุมชนอาเซียนเพื่อให้สามารถลดสิ่งที่กระทบความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน รวมถึงการยกประเด็นของความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
3. การเพิ่มบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาในภูมิภาคเสริมสร้างความพยายามในการสร้างชุมชนอาเซียน อาเซียนจะสนับสนุนให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาง
ในการวิวัฒนาการโครงสร้างของภูมิภาค การประชุมสุดยอดผู้นำจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับอาเซียน ในการแสดงต่อประชาคมโลกว่า อาเซียนยังคงหนักแน่น สมาชิกทั้ง 10 ประเทศเป็นส่วนที่สมบูรณ์ของชุมชนเอเชียตะวันออกที่กว้างขึ้น และยังคงเป็นกลจักรสำคัญของการเติบโตในเศรษฐกิจโลกต่อไป
แหล่งข้อมูล
ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกทั้งในแง่การก่อตั้งและการพัฒนาให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีความสำเร็จ เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของภูมิภาคนี้ ในส่วนของการก่อตั้ง ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนในปี พ.ศ. 2510 ในส่วนของการพัฒนา ไทยยังมีบทบาทที่สำคัญ ดังนี้
มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพในกัมพูชา
การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) ในปี พ.ศ. 2535
ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก หรือ ARF- ASEAN Regional Forum ซึ่งเป็นเวทีที่ใช้พูดคุยปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค ในปี พ.ศ. 2537
ความริเริ่มเชียงใหม่และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2540
การที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่ชะอำในปีนี้ จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงถิ่นกำเนิดของอาเซียน และเป็นการเริ่มต้นโฉมหน้าใหม่ของอาเซียนหลังจากการมีผลบังคับใช้กฏบัตรอาเซียนตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551
หัวข้อหลักการประชุมของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 คือ "กฏบัตรอาเซียนสำหรับประชาชนอาเซียน" โดยต้องการให้ประชาชนอาเซียนเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งหมายถึงต้องการให้ความร่วมมือในกรอบต่างๆ ของอาเซียนอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยหัวย่อยอีก 3 หัวข้อ ได้แก่
1. มุ่งสู่การสร้างชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
ไทยจะใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานในการไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีกติกาของการดำเนินงานอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยผลักดันกลไกการทำงานในหน้าที่ใหม่ของอาเซียนภายใต้กฎบัตรอาเซียน รวมทั้งการวางรากฐาน 3 เสาหลักของสภาประชาคมอาเซียนและการจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา
ยกร่างการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียนให้เสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้
เสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการอาเซียน ทั้งในแง่งบประมาณและบุคคลากร เพื่อให้อาเซียนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มความสามารถและเต็มความรับผิดชอบ ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน
สร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยนายกรัฐมนตรีและผู้นำอาเซียนจะพบปะพูดคุยกับตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลาย อาทิ ตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ตัวแทนเยาวชน และตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคม
2. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค เพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลกประเทศไทยต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลก โดยการสร้างความเข้มแข็ง
ด้านความมั่นคงของมนุษย์ในมิติต่างๆ ในชุมชนอาเซียนเพื่อให้สามารถลดสิ่งที่กระทบความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน รวมถึงการยกประเด็นของความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
3. การเพิ่มบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาในภูมิภาคเสริมสร้างความพยายามในการสร้างชุมชนอาเซียน อาเซียนจะสนับสนุนให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาง
ในการวิวัฒนาการโครงสร้างของภูมิภาค การประชุมสุดยอดผู้นำจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับอาเซียน ในการแสดงต่อประชาคมโลกว่า อาเซียนยังคงหนักแน่น สมาชิกทั้ง 10 ประเทศเป็นส่วนที่สมบูรณ์ของชุมชนเอเชียตะวันออกที่กว้างขึ้น และยังคงเป็นกลจักรสำคัญของการเติบโตในเศรษฐกิจโลกต่อไป
แหล่งข้อมูล
ธนาคารโลกทำวิจัย 150 ประเทศ วัดดัชนีระบบโลจิสติกส์
เนื่องระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นระบบที่ผลักดันให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น โดยจะช่วยทางด้านต้นทุนในการประกอบการของธุรกิจให้ลดต่ำลง (Cost Reduction) การตอบสนองลูกค้าได้ถูกต้องและรวดเร็ว (Responsiveness & Reliability) ซึ่งจะทำให้ศักยภาพทางด้านการแข่งขันของประเทศสูงขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านเคลื่อนย้ายสินค้าได้รวดเร็ว นอกจากนี้ อุตสาหกรรมกรรมทางด้านโลจิสติกส์ยังก่อให้เกิดการจ้างงาน และช่วยการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นโดยตรง
ดังนั้นการสร้างระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจของประเทศรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้
ทั้งนี้ การประเมินทางด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ และผู้ประกอบการ เป็นสิ่งที่จำเป็นในกระบวนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เนื่องจาก จะเป็นการบ่งชี้แนวทางการพัฒนาได้อย่างถูกต้อง ดัชนีชี้วัดทางด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index) หรือเรียกย่อๆว่า LPI จะเป็นมาตราฐานสำคัญที่จะช่วยให้การประเมินการชี้วัดประสิทธิภาพในแต่ละด้านของการพัฒนาให้เป็นไปในทางที่มีมาตรฐานและสามารถนำไปพัฒนาข้อด้อยและปัญหาที่ของระบบโลจิสติกส์ในแต่ละด้านได้ตรงจุด เพื่อประโยชน์ที่ได้รับของการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทยที่กำหนด LPI ของประเทศและ LPI ของผู้ประกอบการทางด้านโลจิสติกส์ในประเทศไว้อย่างชัดเจน แต่ก็มีองค์กรระหว่างประเทศซึ่งได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทำดัชนีดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2550 โดยได้คำนึงถึงประเด็นสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของระบบโลจิสติกส์ของ
ประเทศต่างๆ
ธนาคารโลกได้กำหนดปัจจัยต่างๆในการวัด LPI ไว้ 7 ปัจจัย ได้แก่
1) ประสิทธิภาพในการดำเนินงานพิธีการต่างๆของศุลกากร
2) คุณภาพด้านการขนส่ง ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
3) ความง่ายในการจัดการการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ
4) ความสามารถของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศ
5) ความสามารถในการสืบค้นสินค้าระหว่างมีการขนส่งทางเรือ
6) ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ภายในประเทศ และ
7) การส่งสินค้าถึงที่หมายตรงเวลา
ทั้งนี้ธนาคารโลกได้ทำการวิจัยกับประเทศทั้งหมด 150 ประเทศ และได้ทำการจัดลำดับ LPI ของแต่ละประเทศไว้ได้อย่างน่าสนใจ ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่า เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางโลจิสติกส์สูงที่สุดได้แก่ประเทศ
อันดับที่ 1 สิงค์โปร์ โดยหลังจากวัดผลจาก 7 ปัจจัยที่กล่าวข้างต้นแล้ว ประเทศสิงค์โปร์ ได้คะแนนรวม 4.19 จากคะแนนเต็ม 5
อันดับที่ 2 ได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้คะแนน 4.18
อันดับที่ 3 ได้แก่ ประเทศเยอรมนี คะแนน 4.10
ตามมาด้วยประเทศ สวีเดน ออสเตรีย โดยได้อันดับที่ 4 และ 5 ตามลำดับ
สำหรับประเทศอื่นในทวีปเอเชียที่ได้คะแนน LPI สูงที่สุดได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 6
เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศยักษ์ใหญ่ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจของโลกอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกากลับได้ LPI อยู่ในอันดับที่ 14 โดยประเทศยักษ์ใหญ่อีกประเทศซึ่งได้แก่ ประเทศจีนได้รับการจัดอันดับ LPI จากธนาคารโลกอยู่ในอันดับที่ 30 แต่ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ถึงแม้ประเทศจีนจะเป็นประเทศที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่ระบบโลจิสติกส์ของประเทศจีน กลับยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร กิจกรรมทางโลจิสติกส์ส่วนมาก ยังคงเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการและควบคุมโดยรัฐบาล
ประเทศที่น่าสนใจอีกประเทศคือมาเลเซีย มาเลเซียถือว่าเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับประเทศไทย โดยที่เราเองก็พยายามที่จะแข่งขันกับมาเลเซียในหลายๆ ด้าน บางครั้งเราอาจจะเห็นหลายหน่วยงานออกมากล่าวว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในด้านต่างๆมากว่า มาเลเซีย แต่ถ้าเราดูจาก LPI ที่ธนาคารโลกจัดอันดับมา จะเห็นได้ว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 27 โดยได้คะแนนรวม 3.48
ในขณะที่ ไทยเรารั้งอันดับที่ 31 โดยได้คะแนนรวม 3.31 ดังนั้น ถ้าสรุปแบบง่ายๆจากอันดับที่ธนาคารโลกจัด อย่างน้อยเราก็มีเรื่องประสิทธิภาพทางโลจิสติกส์อย่างหนึงแล้ว ที่ด้อยกว่าประเทศมาเลเซีย คราวนี้ มาดูในรายละเอียดกันซักนิดนะครับ ว่าคะแนนในแต่ละปัจจัยของประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน
1. ปัจจัยด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงานพิธีการต่างๆของศุลกากรได้ 3.03 คะแนน
2. ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ 3.16 คะแนน
3. ปัจจัยด้านการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศได้ 3.24 คะแนน
4. ปัจจัยด้านความสามารถของอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ภายในประเทศ ได้ 3.31 คะแนน
5. ปัจจัยด้านความสามารถในการสืบค้นสินค้าระหว่างมีการขนส่งทางเรือได้ 3.25 คะแนน
6. ปัจจัยด้านต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ภายในประเทศ ได้ 3.21 คะแนน
7. ปัจจัยด้านการส่งสินค้าถึงที่หมายตรงเวลา ได้ 3.91 คะแนน
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้คะแนนในปัจจัยข้อแรกน้อยที่สุด ซึ่งเราอาจจะสรุปได้ว่า ธนาคารโลกมองว่า พิธีการด้านศุลกากรของไทยยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และควรปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยด้านความสามารถในการสืบค้นสินค้า ยังเป็นอีก 2 ปัจจัยที่ธนาคารโลกมองว่าประเทศไทยยังคงต้องพัฒนา โดยต้องมุ่งเน้นพัฒนาทั้งทางด้านการคมนาคม และทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่เหลือถือว่ าประสิทธิภาพของระบบลอจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ แหล่งข้อมูล
ดังนั้นการสร้างระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจของประเทศรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้
ทั้งนี้ การประเมินทางด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ของผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์ และผู้ประกอบการ เป็นสิ่งที่จำเป็นในกระบวนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เนื่องจาก จะเป็นการบ่งชี้แนวทางการพัฒนาได้อย่างถูกต้อง ดัชนีชี้วัดทางด้านประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index) หรือเรียกย่อๆว่า LPI จะเป็นมาตราฐานสำคัญที่จะช่วยให้การประเมินการชี้วัดประสิทธิภาพในแต่ละด้านของการพัฒนาให้เป็นไปในทางที่มีมาตรฐานและสามารถนำไปพัฒนาข้อด้อยและปัญหาที่ของระบบโลจิสติกส์ในแต่ละด้านได้ตรงจุด เพื่อประโยชน์ที่ได้รับของการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทยที่กำหนด LPI ของประเทศและ LPI ของผู้ประกอบการทางด้านโลจิสติกส์ในประเทศไว้อย่างชัดเจน แต่ก็มีองค์กรระหว่างประเทศซึ่งได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทำดัชนีดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2550 โดยได้คำนึงถึงประเด็นสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของระบบโลจิสติกส์ของ
ประเทศต่างๆ
ธนาคารโลกได้กำหนดปัจจัยต่างๆในการวัด LPI ไว้ 7 ปัจจัย ได้แก่
1) ประสิทธิภาพในการดำเนินงานพิธีการต่างๆของศุลกากร
2) คุณภาพด้านการขนส่ง ด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
3) ความง่ายในการจัดการการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ
4) ความสามารถของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศ
5) ความสามารถในการสืบค้นสินค้าระหว่างมีการขนส่งทางเรือ
6) ต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ภายในประเทศ และ
7) การส่งสินค้าถึงที่หมายตรงเวลา
ทั้งนี้ธนาคารโลกได้ทำการวิจัยกับประเทศทั้งหมด 150 ประเทศ และได้ทำการจัดลำดับ LPI ของแต่ละประเทศไว้ได้อย่างน่าสนใจ ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่า เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางโลจิสติกส์สูงที่สุดได้แก่ประเทศ
อันดับที่ 1 สิงค์โปร์ โดยหลังจากวัดผลจาก 7 ปัจจัยที่กล่าวข้างต้นแล้ว ประเทศสิงค์โปร์ ได้คะแนนรวม 4.19 จากคะแนนเต็ม 5
อันดับที่ 2 ได้แก่ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้คะแนน 4.18
อันดับที่ 3 ได้แก่ ประเทศเยอรมนี คะแนน 4.10
ตามมาด้วยประเทศ สวีเดน ออสเตรีย โดยได้อันดับที่ 4 และ 5 ตามลำดับ
สำหรับประเทศอื่นในทวีปเอเชียที่ได้คะแนน LPI สูงที่สุดได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 6
เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศยักษ์ใหญ่ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจของโลกอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกากลับได้ LPI อยู่ในอันดับที่ 14 โดยประเทศยักษ์ใหญ่อีกประเทศซึ่งได้แก่ ประเทศจีนได้รับการจัดอันดับ LPI จากธนาคารโลกอยู่ในอันดับที่ 30 แต่ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ถึงแม้ประเทศจีนจะเป็นประเทศที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แต่ระบบโลจิสติกส์ของประเทศจีน กลับยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร กิจกรรมทางโลจิสติกส์ส่วนมาก ยังคงเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการและควบคุมโดยรัฐบาล
ประเทศที่น่าสนใจอีกประเทศคือมาเลเซีย มาเลเซียถือว่าเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกับประเทศไทย โดยที่เราเองก็พยายามที่จะแข่งขันกับมาเลเซียในหลายๆ ด้าน บางครั้งเราอาจจะเห็นหลายหน่วยงานออกมากล่าวว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในด้านต่างๆมากว่า มาเลเซีย แต่ถ้าเราดูจาก LPI ที่ธนาคารโลกจัดอันดับมา จะเห็นได้ว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 27 โดยได้คะแนนรวม 3.48
ในขณะที่ ไทยเรารั้งอันดับที่ 31 โดยได้คะแนนรวม 3.31 ดังนั้น ถ้าสรุปแบบง่ายๆจากอันดับที่ธนาคารโลกจัด อย่างน้อยเราก็มีเรื่องประสิทธิภาพทางโลจิสติกส์อย่างหนึงแล้ว ที่ด้อยกว่าประเทศมาเลเซีย คราวนี้ มาดูในรายละเอียดกันซักนิดนะครับ ว่าคะแนนในแต่ละปัจจัยของประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน
1. ปัจจัยด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงานพิธีการต่างๆของศุลกากรได้ 3.03 คะแนน
2. ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ 3.16 คะแนน
3. ปัจจัยด้านการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศได้ 3.24 คะแนน
4. ปัจจัยด้านความสามารถของอุตสาหกรรมลอจิสติกส์ภายในประเทศ ได้ 3.31 คะแนน
5. ปัจจัยด้านความสามารถในการสืบค้นสินค้าระหว่างมีการขนส่งทางเรือได้ 3.25 คะแนน
6. ปัจจัยด้านต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ภายในประเทศ ได้ 3.21 คะแนน
7. ปัจจัยด้านการส่งสินค้าถึงที่หมายตรงเวลา ได้ 3.91 คะแนน
จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้คะแนนในปัจจัยข้อแรกน้อยที่สุด ซึ่งเราอาจจะสรุปได้ว่า ธนาคารโลกมองว่า พิธีการด้านศุลกากรของไทยยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และควรปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยด้านความสามารถในการสืบค้นสินค้า ยังเป็นอีก 2 ปัจจัยที่ธนาคารโลกมองว่าประเทศไทยยังคงต้องพัฒนา โดยต้องมุ่งเน้นพัฒนาทั้งทางด้านการคมนาคม และทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่เหลือถือว่ าประสิทธิภาพของระบบลอจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ แหล่งข้อมูล
Sunday, February 08, 2009
3 จีเมืองไทยยังคงต้องรอ
3 จีเมืองไทยยังคงต้องรอ 8 กุมภาพันธ์ 2552 กองบรรณาธิการไทยโพสต์
เริ่มมีการส่งสัญญาณที่ดีออกมาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมบ้างแล้ว เมื่อการประชุมของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ในวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา
ที่ได้ใช้ระยะเวลาการประชุมถึง 8 ชั่วโมง จนในที่สุดก็ได้เคาะเลือกใช้วิธีการประกวดราคา (ออกชั่น) ในการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ย่าน 2.1 กิ๊กกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาพัฒนาการให้บริการ 3 จี เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่มีความโปร่งใสมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบอื่นอย่างมาก่อนได้ก่อน (First com e first serve) เลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้วยื่นประกวดราคา (Beauty Contest) และไฮบริด หรือวิธีผสมระหว่างบิวตี้ คอนเทสต์ และออกชั่น
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช.กล่าวว่า กทช. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะใช้วิธีไหน เพราะแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น บิวตี้ คอนเทสต์ มีข้อเสียคือ อาจถูกมองว่าลำเอียงหรือคอรัปชั่นได้ง่าย ขณะที่การประมูลนั้นจะเป็นการตีราคาคลื่นเองของผู้ขอใบอนุญาต ซึ่งหากคลื่นมีราคาแพง จะเป็นเหตุให้ผู้ใช้บริการต้องรับภาระค่าบริการที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้ หลังจากออกหลักเกณฑ์ต่างๆ แล้ว จะต้องผ่านขั้นตอนการประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะสามารถออกใบอนุญาตได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
ทั้งนี้ เบื้องต้น กทช.จะมอบใบอนุญาต 3 จีเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลไทยตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ได้กำหนดไว้ แต่รายละเอียดในส่วนต่างๆ เช่น จำนวนผู้ที่จะได้รับใบอนุญาต จากที่คาดว่าจะสามารถให้ใบอนุญาต 4 ราย คือ รายใหม่ 1 ราย ส่วนที่เหลือเป็นรายเก่า โดยแบ่งคลื่นที่มีอยู่ 45 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 10 เมกะเฮิรตซ์ 3 ราย และ 15 เมกะเฮิรตซ์อีก 1 ราย รวมไปถึงการพิจารณาระยะเวลาของใบอนุญาตให้ชัดเจนมากกว่านี้ แผนการลงทุนของผู้รับใบอนุญาต วีธีการชำระหนี้การประมูล รวมถึงต้นทุนการกำกับดูแล ที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกมา ซึ่งสำนักงาน กทช.คาดใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ข้อมูลดังกล่าวน่าจะครบถ้วน
นอกจากนี้ ขณะนี้สำนักงาน กทช.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกันกับมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยชาร์มเมอร์ สวีเดน เพื่อกำหนดราคาขั้นต่ำของคลื่น 3 จี ซึ่งเรื่องนี้ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช.กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช.มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกวิธีจัดสรรคลื่นความถี่ผ่านการประมูล ซึ่งต้องมีการกำหนดราคากลางไม่สูงหรือต่ำไป เพราะจากการศึกษาการกำหนดราคาที่สูงเกินไป หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ผู้ประกอบการก็ต้องคืนใบอนุญาต ผลกระทบก็จะตกอยู่กับผู้บริโภค ในขณะที่ถ้าราคาใบอนุญาตมีราคาต่ำเกินไป รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ และตกเป็นข้อครหา ดังนั้น กทช.ต้องคำนวณจากหลายตัวแปร
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจากการตัดสินใจจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิรตซ์ล่าช้าได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการมือถืออย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้นำร่องทดลองบริการ 3 จีบนคลื่นความถี่เดิมย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ในจังหวัดเชียงใหม่และสยามพารากอน ในขณะที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ก็เตรียมพัฒนาให้บริการ 3 จีบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์เช่นกัน ระหว่างรอ 3 จีบนคลื่นใหม่
ในที่สุดทุกคนยังคงต้องนอนรอ 3 จีคลื่นใหม่อยู่ดี ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับว่า กทช.จะสามารถสรุปรายละเอียดและกรอบต่างๆ ได้เร็วหรือไม่ โดยเฉพาะเอกชนที่คาดหวังไม่น้อย ต่างผิดหวังและบ่นกันอุบถึงผลสรุปของ กทช.ที่ถึงแม้จะมีข้อสรุปโดยเลือกใช้วิธีประมูลก็ตาม แต่รายละเอียดส่วนต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจนทั้งๆ ที่ใช้ระยะเวลาในการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาไม่น้อย เพราะถ้าพูดถึงข้อดีของการมีบริการ 3 จีในขณะนี้ นอกจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์แล้ว ยังส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการที่อยู่ต่างจังหวัดที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ ในระหว่างที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ก็ยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในเมืองและสังคมต่างจังหวัด
สุดท้าย 3 จีจะเป็นไปตามแผนที่ กทช.กำหนดไว้หรือไม่ คือ มอบใบอนุญาตได้ภายในปีนี้ และสามารถให้บริการ 3 จีได้ประมาณปี 2553 คงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่น้อย ประกอบกับถ้า กทช.สามารถพิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (ไวแมกซ์) และเลขหมายเดียวทุกระบบ (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) เพื่อให้ทันในปีนี้เช่นกัน คงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่น้อย และคงเป็นจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไอทีให้กระเตื้องขึ้นอีกรอบหลังจากหยุดนิ่งมานาน.
เริ่มมีการส่งสัญญาณที่ดีออกมาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมบ้างแล้ว เมื่อการประชุมของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ในวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา
ที่ได้ใช้ระยะเวลาการประชุมถึง 8 ชั่วโมง จนในที่สุดก็ได้เคาะเลือกใช้วิธีการประกวดราคา (ออกชั่น) ในการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ย่าน 2.1 กิ๊กกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาพัฒนาการให้บริการ 3 จี เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่มีความโปร่งใสมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบอื่นอย่างมาก่อนได้ก่อน (First com e first serve) เลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้วยื่นประกวดราคา (Beauty Contest) และไฮบริด หรือวิธีผสมระหว่างบิวตี้ คอนเทสต์ และออกชั่น
นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กทช.กล่าวว่า กทช. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะใช้วิธีไหน เพราะแต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เช่น บิวตี้ คอนเทสต์ มีข้อเสียคือ อาจถูกมองว่าลำเอียงหรือคอรัปชั่นได้ง่าย ขณะที่การประมูลนั้นจะเป็นการตีราคาคลื่นเองของผู้ขอใบอนุญาต ซึ่งหากคลื่นมีราคาแพง จะเป็นเหตุให้ผู้ใช้บริการต้องรับภาระค่าบริการที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้ หลังจากออกหลักเกณฑ์ต่างๆ แล้ว จะต้องผ่านขั้นตอนการประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะสามารถออกใบอนุญาตได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
ทั้งนี้ เบื้องต้น กทช.จะมอบใบอนุญาต 3 จีเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องมีคุณสมบัติเป็นนิติบุคคลไทยตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ได้กำหนดไว้ แต่รายละเอียดในส่วนต่างๆ เช่น จำนวนผู้ที่จะได้รับใบอนุญาต จากที่คาดว่าจะสามารถให้ใบอนุญาต 4 ราย คือ รายใหม่ 1 ราย ส่วนที่เหลือเป็นรายเก่า โดยแบ่งคลื่นที่มีอยู่ 45 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 10 เมกะเฮิรตซ์ 3 ราย และ 15 เมกะเฮิรตซ์อีก 1 ราย รวมไปถึงการพิจารณาระยะเวลาของใบอนุญาตให้ชัดเจนมากกว่านี้ แผนการลงทุนของผู้รับใบอนุญาต วีธีการชำระหนี้การประมูล รวมถึงต้นทุนการกำกับดูแล ที่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปออกมา ซึ่งสำนักงาน กทช.คาดใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ข้อมูลดังกล่าวน่าจะครบถ้วน
นอกจากนี้ ขณะนี้สำนักงาน กทช.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกันกับมหาวิทยาลัยฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยชาร์มเมอร์ สวีเดน เพื่อกำหนดราคาขั้นต่ำของคลื่น 3 จี ซึ่งเรื่องนี้ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช.กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช.มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกวิธีจัดสรรคลื่นความถี่ผ่านการประมูล ซึ่งต้องมีการกำหนดราคากลางไม่สูงหรือต่ำไป เพราะจากการศึกษาการกำหนดราคาที่สูงเกินไป หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ผู้ประกอบการก็ต้องคืนใบอนุญาต ผลกระทบก็จะตกอยู่กับผู้บริโภค ในขณะที่ถ้าราคาใบอนุญาตมีราคาต่ำเกินไป รัฐจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ และตกเป็นข้อครหา ดังนั้น กทช.ต้องคำนวณจากหลายตัวแปร
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจากการตัดสินใจจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 กิ๊กกะเฮิรตซ์ล่าช้าได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการมือถืออย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้นำร่องทดลองบริการ 3 จีบนคลื่นความถี่เดิมย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ในจังหวัดเชียงใหม่และสยามพารากอน ในขณะที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ก็เตรียมพัฒนาให้บริการ 3 จีบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์เช่นกัน ระหว่างรอ 3 จีบนคลื่นใหม่
ในที่สุดทุกคนยังคงต้องนอนรอ 3 จีคลื่นใหม่อยู่ดี ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับว่า กทช.จะสามารถสรุปรายละเอียดและกรอบต่างๆ ได้เร็วหรือไม่ โดยเฉพาะเอกชนที่คาดหวังไม่น้อย ต่างผิดหวังและบ่นกันอุบถึงผลสรุปของ กทช.ที่ถึงแม้จะมีข้อสรุปโดยเลือกใช้วิธีประมูลก็ตาม แต่รายละเอียดส่วนต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจนทั้งๆ ที่ใช้ระยะเวลาในการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาไม่น้อย เพราะถ้าพูดถึงข้อดีของการมีบริการ 3 จีในขณะนี้ นอกจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์แล้ว ยังส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการที่อยู่ต่างจังหวัดที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือได้ ในระหว่างที่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ ก็ยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในเมืองและสังคมต่างจังหวัด
สุดท้าย 3 จีจะเป็นไปตามแผนที่ กทช.กำหนดไว้หรือไม่ คือ มอบใบอนุญาตได้ภายในปีนี้ และสามารถให้บริการ 3 จีได้ประมาณปี 2553 คงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่น้อย ประกอบกับถ้า กทช.สามารถพิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาตบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (ไวแมกซ์) และเลขหมายเดียวทุกระบบ (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) เพื่อให้ทันในปีนี้เช่นกัน คงส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่น้อย และคงเป็นจุดเปลี่ยนให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไอทีให้กระเตื้องขึ้นอีกรอบหลังจากหยุดนิ่งมานาน.
Tuesday, January 27, 2009
Friday, January 16, 2009
สุนทรพจน์ประธานาธิบดีสหรัฐ
แผนงานของประธานาธิบดีสหรัฐหลังพ้นตำแหน่ง คือ สร้างห้องสมุด และเขียนหนังสือ
Bush's new to-do list: build library, write memoirs
He plans to open a presidential library and a policy center at Southern Methodist University in Dallas and write his take on the major events that shaped his presidency -- the wars in Iraq and Afghanistan and the Sept. 11, 2001 attacks on the United States.
The planned $300 million Bush Presidential Center at Southern Methodist University, to be designed by Robert A.M. Stern, dean of the Yale University School of Architecture, will be a draw for any historian researching the Bush presidency.
The library itself will be operated by the National Archives, but the library's planned policy center, called the Freedom Institute, has drawn some criticism as a potential mouthpiece for Bush's conservative agenda.(Source)
อ่านรายละเอียด The Bush retirement plan: build library, enjoy perks
สุนทรพจน์ประธานาธิบดี George Bush
George W Bush's final speech: Full transcript
....
In citizens like these, we see the best of our country - resilient and hopeful, caring and strong. These virtues give me an unshakable faith in America. We have faced danger and trial, and there is more ahead. But with the courage of our people and confidence in our ideals, this great nation will never tire … never falter … and never fail.
It has been the privilege of a lifetime to serve as your president. There have been good days and tough days. But every day I have been inspired by the greatness of our country and uplifted by the goodness of our people. I have been blessed to represent this nation we love. And I will always be honored to carry a title that means more to me than any other: citizen of the United States of America.
And so, my fellow Americans, for the final time: Good night. May God bless this house and our next president. And may God bless you and our wonderful country
Source
Bush's new to-do list: build library, write memoirs
He plans to open a presidential library and a policy center at Southern Methodist University in Dallas and write his take on the major events that shaped his presidency -- the wars in Iraq and Afghanistan and the Sept. 11, 2001 attacks on the United States.
The planned $300 million Bush Presidential Center at Southern Methodist University, to be designed by Robert A.M. Stern, dean of the Yale University School of Architecture, will be a draw for any historian researching the Bush presidency.
The library itself will be operated by the National Archives, but the library's planned policy center, called the Freedom Institute, has drawn some criticism as a potential mouthpiece for Bush's conservative agenda.(Source)
อ่านรายละเอียด The Bush retirement plan: build library, enjoy perks
สุนทรพจน์ประธานาธิบดี George Bush
George W Bush's final speech: Full transcript
....
In citizens like these, we see the best of our country - resilient and hopeful, caring and strong. These virtues give me an unshakable faith in America. We have faced danger and trial, and there is more ahead. But with the courage of our people and confidence in our ideals, this great nation will never tire … never falter … and never fail.
It has been the privilege of a lifetime to serve as your president. There have been good days and tough days. But every day I have been inspired by the greatness of our country and uplifted by the goodness of our people. I have been blessed to represent this nation we love. And I will always be honored to carry a title that means more to me than any other: citizen of the United States of America.
And so, my fellow Americans, for the final time: Good night. May God bless this house and our next president. And may God bless you and our wonderful country
Source
Subscribe to:
Posts (Atom)